|
ปีที่
4 ฉบับที่ 37 ประจำเดือนธันวาคม 2546
ฐานะเจ้าโลกอาจนิยามได้ว่าคือภาวการณ์ที่รัฐหนึ่ง
ๆ มีบทบาทครอบงำการจัดโครงสร้าง, กฎระเบียบ,
และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจการเมืองโลก การใช้แสนยานุภาพทางทหารจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่อาจแยกออกจากฐานะเจ้าโลกดังกล่าว
และอำนาจทางการทหารนี้ยังต้องขึ้นอยู่กับทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่รัฐนั้น
ๆ ครอบครองด้วย
ในช่วงปี 1815-1913 สหราชอาณาจักรเป็นเจ้าโลก
แต่พอมาถึงช่วงทศวรรษที่ 1890 ก็ถูกท้าทายจากทั้งสหรัฐฯ
และเยอรมัน และในระหว่างสงครามโลกทั้งสองครั้ง
สหราชอาณาจักรก็สิ้นสุดอำนาจในการเป็นผู้จัดระเบียบโลกไป
ฐานะเจ้าโลกสหรัฐฯ ได้ผงาดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองและขึ้นสู่จุดสุดยอดเมื่อ
30 ปีก่อน แม้ปัจจุบันสหรัฐฯ จะยังมีอำนาจใหญ่โตทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่หาใครเทียบไม่ได้
แต่ก็ต้องพบว่าตัวเองมีอำนาจและอิทธิพลในการควบคุมครอบงำลดน้อยถอยลง
ความเกรียงไกรทางด้านการทหารที่มีอยู่ไม่ได้สมส่วนกับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและการเมืองของตนอีกต่อไป
อีกทั้งยังมีข้อกังขาถึงอำนาจบังคับบัญชาของตนต่อเศรษฐกิจโลกและอำนาจแห่งทุนที่ตนมีอยู่ด้วย
การตกต่ำเริ่มตั้งแต่ทศวรรษที่
1970
ความตกต่ำด้านอำนาจทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก่อตัวขึ้นจากเหตุการณ์ต่อไปนี้
1.
ในปี 1950 สหรัฐฯ เป็นผู้สนองสินค้าผลิตภัณฑ์ให้แก่โลกถึงครึ่งหนึ่ง
ขณะที่ปัจจุบันมีเพียง 21% ในระหว่างนั้นผลผลิตอุตสาหกรรม
60% ของโลกล้วนมาจากสหรัฐฯ แต่กลับลดลงเป็น
25% ในปี 1999 สำหรับปี 2001 สหรัฐฯ มีสัดส่วนการส่งออกภาคบริการ
(ซึ่งถือเป็นภาคที่มีการเติบโตสูงสุดของโลก)
เพียง 24% แต่สหภาพยุโรป (EU) มีสัดส่วน
23% ซึ่งจะสูงเป็น 40% หากนับรวมเอาการส่งออกภายใน
EU กันเอง
2. ในปี 2002 อุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ของโลกไม่ใช่บริษัทสัญชาติสหรัฐฯ
อีกต่อไปแล้ว นั่นคือเก้าในสิบของผู้ผลิตเครื่องมืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก,
แปดในสิบของผู้ผลิตยานยนต์และสาธารณูปโภคด้านก๊าซและไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุด,
เจ็ดในสิบของโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุด,
หกในสิบของบริษัทโทรคมนาคม, ห้าในสิบของธุรกิจยาและเวชภัณฑ์,
สี่ในหกของผู้ผลิตเคมี, สี่ในเจ็ดของสายการบินโลก
และในบรรดาธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก 25
แห่ง มีถึง 19 แห่งที่ไม่ใช่ธนาคารของสหรัฐฯ
แม้ว่าธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของโลกสองแห่งคือซิตี้แบงก์
(CityBank)และแบงก์ออฟอเมริกา (Bank of
America) จะเป็นของสหรัฐฯ ก็ตาม
3. บรรษัทข้ามชาติ 100 อันดับแรกของโลกในปี
2000 (ที่วัดจากการถือครองสินทรัพย์ในต่างประเทศ)
ชี้ว่า 23 แห่งเป็นของสหรัฐฯ ในขณะที่เยอรมัน,
ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์
ซึ่งรวม GDP แล้วเป็นเพียงเจ็ดในสิบของสหรัฐฯ
มีสูงถึง 40 บรรษัท และญี่ปุ่นมี 16 บรรษัท
ในช่วงทศวรรษที่ 1990 สัดส่วนยอดขายในต่างประเทศของบรรษัทข้ามชาติของสหรัฐฯ
ลดลงจาก 30% มาเป็น 25% แต่สัดส่วนของบรรษัทข้ามชาติของ
EU เพิ่มขึ้นจาก 41% เป็น 46%
4. ปี 2001 การลงทุนโดยตรงของสหรัฐฯ ในต่างประเทศมีเพียง
21% ลดลงจากปี 1960 ที่สูงถึง 47% ในช่วงระหว่างปี
1996-2001 สัดส่วนการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของสหรัฐฯ
อยู่ที่ 17%, สหราชอาณาจักร 16% แต่จากฝรั่งเศส,
เบลเยียมและลักเซมเบิร์กสูงถึง 21%
5. การควบรวมและครอบงำกิจการ (M&A)
ในสหรัฐฯ ช่วงปี 1998-2000 บรรษัทห้าแห่งต้องถูกควบรวมกิจการ
(สามแห่งเป็นของสหราชอาณาจักร และอีกสองแห่งเป็นของเยอรมัน)
ในการควบรวมกิจการข้ามพรมแดนของบรรษัทข้ามชาติ
20 อันดับแรกจากปี 1987 จนถึงปี 2001 นั้น
มีการควบรวมบรรษัทของสหรัฐฯ เพียงสองแห่งคือ
ยีอีอิเล็คทริค (GE Electric) และซิตี้กรุ๊ป
(City Group) ซึ่งเป็นสัดส่วนเพียง 5% ของการควบรวมกิจการทั้งหมดในรอบระยะดังกล่าว
ความตกต่ำในภาคการเงินของสหรัฐฯ
ในภาคการเงินโลกนั้น
ฐานะครอบงำของสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่ลดลงเท่านั้น
แต่ยังอ่อนแอลงด้วย จุดอ่อนอยู่ที่ความไม่สมประกอบของเงินสกุลดอลลาร์ที่มีฐานะเป็นเงินสกุลหลักของโลก
กำลังถูกกัดกร่อนให้ตกต่ำลงนับตั้งแต่ทศวรรษที่
1970 ในระหว่างปี 1981-1995 นั้นเอง สัดส่วนเงินออมโลกในรูปของเงินสกุลท้องถิ่นของชาติยุโรปเพิ่มขึ้นจาก
13% เป็น 37% ขณะที่สัดส่วนเงินออมสกุลดอลลาร์ลดลงจาก
67% เป็น 40% ปัจจุบันพันธบัตรที่ออกใหม่ถูกตราเป็นเงินสกุลยูโรถึง
44% (เงินสกุลยูโรเริ่มใช้ในปี 1999) นี่เป็นสัดส่วนใกล้เคียงกับที่ออกเป็นรูปเงินสกุลดอลลาร์ที่มีอยู่
48% ในปี 1990 ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ธนาคารกลางประเทศต่าง
ๆ ถือเป็นสกุลดอลลาร์ได้ลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี
1976 ที่สูงถึง 76% (อย่างไรก็ตามสัดส่วนนี้กลับเพิ่มขึ้นอีกในปี
2001 เป็น 68% ซึ่งเป็นเหตุการณ์เฉพาะในการสำรองเพื่อเปิดทางให้มีการเริ่มใช้เงินยูโรจริงในรูปของธนบัตรและเหรียญกษาปณ์)
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองที่มีเงินอีกสกุลหนึ่งได้เป็นที่ยอมรับ
ซึ่งก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ดุลการชำระเงินของสหรัฐฯ
กำลังไต่ทะยานภาวะขาดดุลการคลังและบัญชีเดินสะพัดขึ้นสูงลิ่ว
นับตั้งแต่ปี 1971 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ต้องขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบ
78 ปี และมีเฉพาะปี 1973 และปี 1975 เท่านั้นที่มีมูลค่าการส่งออกสูงกว่านำเข้า
แม้การขาดดุลการค้านี้จะสามารถชดเชยได้จากการค้าภาคบริการ
(การเงิน, การประกันภัย, โทรคมนาคม, การโฆษณาและธุรกิจบริการอื่น
ๆ) และรายได้จากการลงทุนโพ้นทะเล (กำไร, เงินปันผล,
ดอกเบี้ย, ค่าธรรมเนียม และอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน)
แต่การขาดดุลการค้ากลับขยายตัวเกินกว่าที่ดุลบริการและเงินลงทุนจากต่างประเทศจะเยียวยาได้แล้ว
ดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นบวกเกือบจะตลอดมาตั้งแต่ปี
1894 จนถึงปี 1977 ปัจจุบันกำลังเลวร้ายอย่างรุนแรงลงทุกขณะ
และตั้งแต่ปี 1990 ดุลรายได้จากการลงทุนที่เคยเป็นบวกกลับหดตัวลง
เนื่องจากเงินลงทุนจากต่างประเทศในสหรัฐฯ
เพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่สหรัฐฯ ไปลงทุนนอกประเทศ
และในปี 2002 ดุลนี้ก็กลายเป็นติดลบ นี่เป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ
จะต้องจ่ายเงินให้กับการลงทุนของชาวต่างประเทศมากกว่าที่สหรัฐฯ
จะได้รับจากการลงทุนของตนเองนอกประเทศ
สหรัฐฯ แก้ไขภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดด้วยการกู้
ในปี 2002 สหรัฐฯ กู้เงินจากต่างประเทศถึง
5.03 แสนล้านดอลลาร์หรือ 4.8% ของ GDP และเมื่อต่างประเทศได้รับเงินดอลลาร์จากธุรกรรมใด
ๆ ของคนในสหรัฐฯ พวกเขาสามารถใช้มันซื้อสินทรัพย์ของสหรัฐฯ
(พันธบัตรการคลัง, พันธบัตรบรรษัทเอกชน, หุ้น,
บริษัท, อสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ) นี่คือคำอธิบายว่าสหรัฐฯ
กลายมาเป็นชาติลูกหนี้ตั้งแต่ปี 1986 ไปได้อย่างไร
ชาวต่างประเทศที่เข้ามาถือครองทรัพย์สินในสหรัฐฯ
ปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ซึ่งสูงกว่าที่สหรัฐฯ
ถือครองสินทรัพย์ในต่างประเทศ ในกลางปี 2003
ชาวต่างประเทศเป็นเจ้าของพันธบัตรคลังสหรัฐฯ
ถึง 41%, พันธบัตรบรรษัทเอกชน 24% และหุ้นบรรษัท
13% แม้ว่าบริษัทของสหรัฐฯ ยังคงมุ่งลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องก็ตาม
แต่มันต่างไปจากยุคจักรวรรดินิยมสหราชอาณาจักรในช่วงหลายทศวรรษก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
กล่าวคือสหรัฐฯ ไม่สามารถดึงดูดการลงทุนเข้ามาชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของตนได้
ในทางตรงข้าม สหราชอาณาจักรกลับมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลโดยเฉลี่ย
3-4%ของ GDP ทุกปีจากปี 1850 ถึงปี 1913 เนื่องจากรายได้จากภาคบริการและการลงทุนของชาวต่างประเทศสูงกว่าการขาดดุลการค้าของตน
แม้ว่านักลงทุนจากทั่วโลกอาจยังมีความสนใจที่จะลงทุนในสหรัฐฯ
ที่เผชิญกับภาวะขาดดุลขณะนี้ แต่ก็จะไม่ใช่ตลอดไป
การขาดดุลนี้กำลังกดดันค่าเงินดอลลาร์ และกระตุ้นให้เกิดข้อกังขาว่าสหรัฐฯ
กำลังเห็นดีเห็นงามกับค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงหรือไม่
เพราะมันทำให้สามารถส่งออกสินค้าได้มากขึ้น
ซึ่งเป็นการช่วยแก้ไขภาวะฟองสบู่จากการขาดดุลการค้า
ขณะเดียวกันค่าเงินดอลลาร์ที่ลดต่ำลงย่อมหมายถึงผลตอบแทนของนักลงทุนต่างประเทศในสินทรัพย์ที่ตราเป็นเงินสกุลดอลลาร์ก็ต้องตกต่ำลงด้วย
ในปี 2003 ชาวเยอรมันและชาติอื่น ๆ ที่ลงทุนในตึกอาคารสำนักงานที่นิวยอร์กและซานฟรานซิสโกได้ถอนตัวออกมาอย่างมากมายและรวดเร็ว
เนื่องจากมูลค่าสินทรัพย์และอัตราการให้เช่าจะลดต่ำลงเมื่อแปลงกลับเป็นเงินยูโรเพื่อส่งเงินกลับประเทศของผู้ลงทุน
กลุ่มชาติส่งออกน้ำมันโอเปค (OPEC) ที่ขายน้ำมันด้วยดอลลาร์เพียงอย่างเดียว
เริ่มโยนปริศนาความเป็นไปได้ที่จะหันมาค้าขายน้ำมันด้วยยูโรในอนาคตซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อการค้าโลก
(อ่านเพิ่มเติมได้ใน "สงครามยูโร-ดอลลาร์"
จุลสาร ปxป ฉบับที่ 32 ประจำเดือนกรกฎาคม
2546 หรือ http://www.pxp.in.th/magazine2003/32-global.htm)
รายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวของทางการเวเนซุเอลา
(Venpres) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมา
นายอัลวาโร ซิลวา (Alvaro Silva) เลขาธิการโอเปคให้สัมภาษณ์ว่าโอเปคกำลังพิจารณาที่จะขายน้ำมันเป็นเงินยูโร
เพื่อทดแทนจากการที่ค่าเงินดอลลาร์ตกต่ำลง(10/12/03
อยู่ที่ 1.2276 ดอลลาร์ต่อ 1 ยูโร ต่ำสุดตั้งแต่มีการใช้เงินยูโร
และ 107.19 เยนต่อ 1 ดอลลาร์) อีกทางเลือกหนึ่งคือการขายน้ำมันเป็นระบบตะกร้าเงิน
ซึ่งประเด็นเหล่านี้โอเปคจะต้องตัดสินใจในช่วงเวลาไม่ช้าไม่นานนี้
นายซิลวายังกล่าวด้วยว่า ค่าเงินดอลลาร์ที่ตกต่ำลงเมื่อเทียบกับเงินยูโรและเงินเยนมีผลให้อำนาจซื้อของประเทศสมาชิกลดลงไปด้วย
เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีการนำเข้าสินค้าจากยุโรปตะวันตกและญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก
ขณะเดียวกันก็มีกระแสข่าวไม่เป็นทางการว่า
กลุ่มโอเปคเริ่มนับวันถอยหลังในการเลิกใช้สกุลเงินดอลลาร์ค้าน้ำมันแล้ว
ซึ่งอาจไม่เกินเดือนมีนาคม 2004
และหากนักลงทุนต่างประเทศเริ่มไม่แน่ใจมากขึ้นจนหยุดการลงทุนในสหรัฐฯ
หรือขายสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ออกแล้ว เงินดอลลาร์ก็จะตกลงอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ จะพุ่งสูงขึ้น การกู้เงินจะหนักหน่วงขึ้นและผู้บริโภคก็ต้องจ่ายเงินซื้อสินค้าที่ต้องนำเข้ามากขึ้น
รายได้จะหดหายไปจากอำนาจซื้อที่ลดลง ความแตกตื่นกับค่าเงินดอลลาร์นี้จะทำให้นักลงทุนปั่นป่วนเทขายหุ้นและพันธบัตรออก
ส่งผลให้ตลาดวอลล์สตรีทจมดิ่งเหว ปัจจุบันเงินดอลลาร์ถูกตราให้เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงระดับเดียวกับยูโรและเงินสกุลอื่น
ๆ อีกสองสามสกุลแล้ว เช่นเยน, ปอนด์ และฟรังก์สวิส
การเสื่อมถอยของผู้นำเศรษฐกิจโลก
เนื่องจากฐานะเจ้าโลกทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
ได้ถูกท้าทายและประสบกับความพลาดพลั้งของตัวเองนับแต่ทศวรรษที่
1970 สหรัฐฯ จึงหันมาใช้นโยบายการค้าระหว่างประเทศที่ก้าวร้าวมากขึ้น
ภายใต้รัฐบัญญัติมาตรา 301 ว่าด้วยการค้าและอัตราภาษีศุลกากรปี
1974 สหรัฐฯ สามารถนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อตอบโต้ทางการค้ากับชาติใดก็ตามที่ตนเห็นว่าไม่ยุติธรรม
ไร้เหตุผล และเอาเปรียบการค้าสหรัฐฯ ซึ่งก็ได้ใช้กับเกาหลี
ฮ่องกง ไต้หวันในการจำกัดการนำเข้าสิ่งทอเมื่อปี
1973 และชะลอการนำเข้ารถยนต์ญี่ปุ่นในปี 1981
การประชุมว่าด้วยข้อตกลงการค้าและภาษีหรือ
GATT ในปี 1982 ต้องล้มเหลว เนื่องจากข้อเสนอของสหรัฐฯ
ถูกต่อต้านจากชาติสมาชิกยุโรป สหรัฐฯ จึงประกาศว่าจะดำเนินการเจรจาการค้าแบบทวิภาคี
แม้จะยังคงดำเนินการเจรจาหาข้อตกลงระดับพหุภาคีเพื่อบรรลุระบบการค้าเปิดหรือเสรีต่อไปก็ตาม
สิ่งนี้ได้นำมาซึ่งลัทธิการค้าทวิภาคีที่เรียกว่า
Caribbean Basin Initiative ที่ให้สิทธิพิเศษกับประเทศในกลุ่มชาติแคริบเบียนในปี
1984 กับอิสราเอลในปี 1985 และข้อตกลงการค้าเสรีกับแคนาดาในปี
1988 ซึ่งขยายสู่เม็กซิโกในปี 1994 ที่เรียกว่าเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ
(NAFTA)
ตั้งแต่ปี 1990 มีข้อพิพาทอันเนื่องมาจากมาตรา
301 ของสหรัฐฯ นี้กว่าร้อยกรณีและก่อผลต่าง
ๆ มากมายตามมา แต่ที่สำคัญคือการใช้มาตรา
301 นี้ตอบโต้ญี่ปุ่นในเดือนตุลาคม 1993 ด้วยการเพิ่มภาษีรถยนต์
13 ยี่ห้อถึง 100% เพื่อแลกกับการที่ญี่ปุ่นต้องนำเข้ารถจากสหรัฐฯ
ไม่น้อยกว่าปีละหนึ่งแสนคัน, ให้สหรัฐฯ สามารถเข้าไปมีส่วนแบ่งในตลาดผลิตอะไหล่รถยนต์ของญี่ปุ่น
และให้ญี่ปุ่นเปิดโรงงานผลิตรถยนต์พร้อมอะไหล่ในสหรัฐฯ
แทน กรณีนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากญี่ปุ่นอย่างรุนแรง
จนในที่สุดข้อตกลงสามารถยุติได้ในปี 1995
โดยญี่ปุ่นไม่ถูกจำกัดโควตาหรือภาษีใด ๆ แต่ต้องยินยอมให้สหรัฐฯ
มีตัวแทนขายรถเพิ่มขึ้น ซึ่งก็ไม่ส่งผลต่อผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นแต่อย่างใด
 |
|
ในปี
1998 สหรัฐฯ ต้องเพลี่ยงพล้ำในการเจรจาเวทีองค์การการค้าโลก
(WTO) กล่าวคือเดือนมกราคม WTO ตัดสินให้ญี่ปุ่นไม่ผิดในการสนับสนุนฟิล์มฟูจิของตนที่แข่งขันกับโกดัก
ในเดือนพฤษภาคม WTO ตัดสินให้สหรัฐฯ ไม่มีสิทธิยับยั้งการนำเข้ากุ้งที่กล่าวหาว่าทำลายเต่าทะเลเนื่องจากใช้อวนแห
ในเดือนมิถุนายน WTO อนุญาตให้ EU ถือเอาคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนเป็นอุปกรณ์โทรคมนาคมซึ่งสามารถปกป้องอุตสาหกรรมของตนด้วยภาษีได้
สหรัฐฯ พยายามตอบโต้ทางการค้าในกรณีที่
EU ปฏิเสธการนำเข้ากล้วยหอมกับเนื้อวัว
(ที่ใช้ฮอร์โมนเร่งการเติบโต) ในปี 1999
สหรัฐฯ มีชัยชนะบ้างในสงครามกล้วยหอมซึ่ง
EU ต้องนำเข้าเพิ่มจากสหรัฐฯ และสำหรับสงครามฮอร์โมน
EU ถูกปรับ 900 ล้านดอลลาร์ให้แก่สหรัฐฯ
กับแคนาดา แต่ได้รับการลดหย่อนเหลือ 128
ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามความขัดแย้งนี้ยังคงไม่ยุติจนถึงปัจจุบัน |
ในเดือนกรกฎาคม
1999 EU ตอบโต้กลับบ้าง WTO ตัดสินให้สหรัฐฯ
เป็นฝ่ายผิดจากกฎหมาย Foreign Sales Corporation
(FSC) ที่สหรัฐฯ ตราไว้ในปี 1971 เพื่ออุดหนุนการส่งออกแก่บรรษัทของตนและ
WTO ก็สั่งให้ยุติการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ด้วย
นี่ถือเป็นการพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ทีเดียว กฎหมาย
FSC ฉบับนี้ทำให้บรรษัทสหรัฐฯ ร่วม 600 แห่งสามารถหลบหลีกภาษีในสหรัฐฯ
ได้ถึง 30% ซึ่งประมาณว่าบริษัทโบอิ้ง (Boeing)
และยีอีสามารถประหยัดภาษีระหว่างปี 1991 ถึงปี
2000 ได้ร่วม 1,000 ล้านดอลลาร์ และอีกกว่า
300 ล้านดอลลาร์สำหรับโมโตโรลา (Motorola),
ฮันนี่เวลล์ (Honeywell), แคทเทอร์พิลลาร์
(Caterpillar) และซิสโก (Cisco) ในปี 2002
บริษัทเหล่านี้ต้องเสียภาษีรวมราว 5,000 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม EU เองก็ถูกปรับ 4,000 ล้านดอลลาร์ในสิงหาคม
2002 ด้วยการถูกขึ้นภาษี 100% ในสินค้า 1,600
รายการจำพวกเนื้อ นม น้ำตาล เป็นต้น
ปัจจุบัน EU มีกลุ่มการค้าไว้ช่วยตอบโต้กับสหรัฐฯ
เพิ่มขึ้นมาใหม่ กล่าวคือในเดือนมีนาคม 2002
สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กจากยุโรป, ญี่ปุ่น,
เอเชีย และอเมริกาใต้ถึง 30% ซึ่งถือเป็นการกีดกันทางการค้าครั้งใหญ่ที่สุด
EU จึงร่วมกับญี่ปุ่น, จีน, เกาหลีใต้, นิวซีแลนด์,
สวิสเซอร์แลนด์, นอร์เวย์ และบราซิลขู่ที่จะตอบโต้
และแล้วในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา WTO ตัดสินให้สหรัฐฯ
ผิด จนประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช (George
W. Bush) ต้องประกาศยกเลิกมาตรการดังกล่าวเมื่อต้นเดือนธันวาคม
2003
สองเดือนหลังจากที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าเหล็ก
ประธานาธิบดีบุชยังลงนามอุดหนุนการเกษตรเพิ่มขึ้นถึง
80% จากระดับที่อุดหนุนอยู่แล้วเป็นเงิน 1.9
แสนล้านดอลลาร์เป็นเวลาสิบปี นี่เป็นการละเมิดข้อตกลงการค้า
WTO ที่ให้ลดการอุดหนุนสินค้าเกษตร แต่ก็ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ
เท่านั้น EU, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ก็ทำเช่นกัน
ในเดือนพฤษภาคม สหรัฐฯ ร่วมกับแคนาดาและอาร์เจนตินาฟ้อง
WTO ว่า EU กีดกันสินค้าตัดแต่งพันธุกรรม
(GMO) ซึ่งก่อความเสียหายแก่สินค้าข้าวโพดและถั่วเหลืองของตน
ขณะเดียวกัน EU ก็ชี้ว่าสหรัฐฯ ปฏิเสธการลงนามร่วมกับอีก
100 ประเทศในการจำกัดมลพิษปี 2000 แต่ระหว่างที่
EU กำลังดำเนินกระบวนการอนุญาตขายสินค้าตัดแต่งพันธุกรรมนั้น
สหรัฐฯ กลับกล่าวหาว่า EU ขัดขวางการแก้ไขความอดอยากในทวีปแอฟริกา
 |
|
ยังมีสงครามยืดเยื้ออีกแนวรบหนึ่งคือระหว่างโบอิ้งและแอร์บัส
(Airbus) ชาติยุโรปสี่ประเทศได้ร่วมกันก่อตั้งธุรกิจผลิตเครื่องบินแอร์บัส
(Airbus Industries-AI) ขึ้นมาท้าทายโบอิ้งของสหรัฐฯ
โดยใช้เงินกู้และได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ
แน่นอนว่าสหรัฐฯ ต้องเข้ามาขัดขวางในแนวรบนี้ทุกขั้นตอน
อย่างไรก็ดี แอร์บัสอ้างว่าโบอิ้งได้ประโยชน์จากการหนุนช่วยของรัฐบาลสหรัฐฯ
เช่นกันโดยอาศัยโครงการด้านการทหารและอวกาศเป็นข้ออ้าง
ในปี 1992 แอร์บัสมีชัยและได้รับคำสั่งซื้อเป็นสัดส่วน
30% จากตลาดโลก ไม่นานนักสหรัฐฯ ก็ต้องเผชิญกับกระแสการรวมตัวกิจการย่านแอตแลนติก
อุตสาหกรรมเครื่องยนต์และสายการบินบางแห่งของสหรัฐฯ
รวมไปถึงสายการบินอีกหลายแห่งให้ความสนใจลงทุนในแอร์บัส
และคัดค้านรัฐบาลของตนเองในการตอบโต้แอร์บัส
ล็อคฮีทมาร์ติน (Lockheat Martin) ของสหรัฐฯ
สนใจถือหุ้น 20%ในแอร์บัสและตกลงร่วมมือกับแอโรสปาสิอัล
มาท์ครา (A?rospatiale Matra) ของฝรั่งเศส
(ซึ่งเป็นหุ้นส่วนรายหนึ่งในแอร์บัส)
ในการเข้าประมูลการผลิตลำตัวเครื่องบิน |
| ในปี
1997 โบอิ้งซื้ออุปกรณ์ชิ้นส่วนจากชาติยุโรปมูลค่า
2,000 ล้านดอลลาร์ซึ่งไปสร้างงานให้กับยุโรปถึง
60,000 ตำแหน่ง และ 30% ของตัวแอร์บัสก็ผลิตจากบริษัทในสหรัฐฯ
หรือสาขาของธุรกิจสัญชาติยุโรปในสหรัฐฯ
ในที่สุดแอร์บัสก็มีส่วนแบ่งตลาดเท่า
ๆ กับโบอิ้งในปี 2001 สองปีถัดมา แอร์บัสก็ขึ้นมานำเคียงข้างกับโบอิ้ง
และได้รับสัญญาผลิตเครื่องบินลำเลียงทหาร
180 ลำให้แก่เจ็ดชาติยุโรป จนถึงบัดนี้แอร์บัสกลายเป็นผู้นำการผลิตเครื่องบินพาณิชย์ของโลกแล้ว |
|
|
 |
|
การท้าทายอีกเรื่องหนึ่งที่กัดเซาะอำนาจผูกขาดของสหรัฐฯ
ที่ยืนยาวมานานนับสิบปี คือระบบ Global
Positioning System (GPS) อันเป็นระบบนำร่องด้วยดาวเทียมที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ
อุดหนุนทุน, ควบคุมและกำหนดรหัสสัญญาณให้เครื่องรับสามารถคำนวณตำแหน่ง,
อัตราความเร็ว และเวลาในทุก ๆ จุดบนโลก
มันถูกออกแบบเพื่อใช้ในด้านการทหารของสหรัฐฯ
ปัจจุบันถูกนำมาใช้กับธุรกิจทั่วโลกนับพันนับหมื่นแห่ง
ในปี 2000 EU ประกาศแผนส่งดาวเทียมระบบนำร่องของตัวเองชื่อกาลิเลโอ
(Galileo) ซึ่งเป็นระบบนำร่องที่ควบคุมโดยพลเรือนและเอื้อให้
EU ผละออกจากการขึ้นต่อของระบบ GPS ของสหรัฐฯ
และยังให้บริการแก่ทั่วโลกด้วย สหรัฐฯ
พยายามเข้ามาขัดขวางโครงการนี้โดยกล่าวหาว่า
กาลิเลโอจะรบกวนสัญญาณของ GPS (ซึ่งอันที่จริงแล้วทั้งสองระบบสามารถเข้ากันได้)
และจะส่งผลร้ายแรงต่อการเป็นพันธมิตรองค์การนาโต้ |
|
สหรัฐฯ พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของรายงานวิจัยจากบริษัทไพรซ์วอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์
(PricewaterhouseCoopers) ว่าโครงการนี้จะสร้างกำไรงามถึง
8,000 ล้านยูโรในอีก 20 ปีข้างหน้า สร้างงานกว่า
1.4 แสนตำแหน่ง ในเดือนมีนาคม 2002 EU
ประกาศว่าจะดำเนินโครงการกาลิเลโอมูลค่า
3,600 ล้านยูโรนี้แน่นอน ซึ่งจะเริ่มใช้งานได้ในปี
2008 โดยสามารถให้ความแม่นยำสูงในการนำร่องที่ระดับความละเอียดหนึ่งเมตร
ปัจจุบันหลายชาติแสดงความจำนงเข้าร่วมใช้ระบบนี้แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นจีนหรืออินเดียก็ตาม |
|
|
จากแนวรบแอร์บัสและกาลิเลโอได้ขยายไปยังการแข่งขันสนามอื่น
ๆ นั่นคือการควบรวมกิจการบรรษัทต่าง ๆ EU
เข้าสอดส่องทบทวนนโยบายการควบรวมกิจการใด
ๆ ที่จะมีผลมาครอบงำตลาดในชาติยุโรป โดยจะไม่คำนึงว่าธุรกิจเหล่านั้นมีสัญชาติใด
ผลปรากฏว่าในปี 1997 ฝ่ายกำกับการควบรวมกิจการของ
EU ได้เข้าขัดขวางการควบรวมระหว่างโบอิ้งกับแม็คดอนเนลล์ดักลาส
(Mc Donnell Douglas) ของสหรัฐฯ โบอิ้งต้องยอมตามความต้องการของ
EU เป็นจำนวนมากเพื่อคงการควบรวมสองกิจการนี้
ได้แก่ยกเลิกสัญญาผูกขาดขายชิ้นส่วนอุปกรณ์กับสายการบินสามแห่งคือ
เดลต้า (Delta), คอนติเนนตัล (Continental)
และ อเมริกันแอร์ไลน์ส (American Airlines)
ที่มีอายุสัญญานาน 20 ปีทิ้งไป ในปี 1998
EU เข้าขัดขวางแผนการควบรวมกิจการธุรกิจบัญชียักษ์ใหญ่ระหว่างเอิร์นสท์แอนด์ยัง
(Ernst & Young) และเคเอ็มพีจีพีทมาร์วิก
(KMPG Peat Marwick) จนประสบความสำเร็จ ในปี
2000 ยุติการควบรวมกิจการธุรกิจของสหรัฐฯ
อีกสองสัญญาคือระหว่างเวิร์ลคอมส์ (WorldCom's)
กับ สปรินท์ (Sprint) และระหว่างยีอีกับฮันนี่เวลล์
และยังรวมถึงการควบรวมระหว่างสแกนเดีย (Scandia)
กับวอลโว่ (Volvo) ด้วย ในขณะที่รัฐบาลบุชสามารถยุติข้อพิพาทผูกขาดของไมโครซอฟต์
(Microsoft) โดยไม่ต้องรับโทษปรับเป็นจำนวนมากเมื่อปี
2001 แต่ EU ประกาศว่าจะยังคงดำเนินการสอบสวนการผูกขาดตลาดของธุรกิจซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่นี้ต่อไป
นี่เป็นการทิ่มแทงเข้าสู่หัวใจ "แนวเศรษฐกิจใหม่"
ของสหรัฐฯ เลยทีเดียว (หมายถึงภาคบริการ,
ทรัพย์สินทางปัญญา, ไปจนถึงธุรกรรมการเก็งกำไรต่าง
ๆ ซึ่งสหรัฐฯ เชื่อว่าเป็นทิศทางการพัฒนาต่อเนื่องจากยุคเกษตรและยุคอุตสาหกรรม)
ในที่สุดการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อชาติต่าง
ๆ ของสหรัฐฯ ที่เคยได้ผลดีจนถึงปี 1970 กำลังเสื่อมถอยลงทุกขณะ
นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมาความพยายามนี้ประสบความสำเร็จเพียง
10% การคว่ำบาตรคิวบาไม่เป็นที่สนใจอีกแล้วแม้แต่กับสหราชอาณาจักรเอง
บริษัทในเครือของสหรัฐฯ ที่ดำเนินกิจการในยุโรปเป็นผู้คัดค้านการคว่ำบาตรของรัฐบาลสหรัฐฯ
เองในกรณีของการส่งออกอุปกรณ์ชิ้นส่วนต่าง
ๆ ไปยังสหภาพโซเวียตเพื่อใช้สร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติมาสู่เยอรมันตะวันตกจนประสบความสำเร็จ
ในปี 1998 สหรัฐฯ ถูกบีบให้ต้องทิ้งมาตรการคว่ำบาตรธุรกิจที่ดำเนินกิจการโดยอาศัยสินทรัพย์ที่ถูกยึดโดยทางการในคิวบา
และ/หรือการลงทุนในโครงการพลังงานในอิหร่านและลิเบีย
โดยแลกกับ EU ที่ต้องเข้มงวดการส่งออกเทคโนโลยีด้านอาวุธไปยังอิหร่านและลิเบีย
ปล่อยให้ธุรกิจสหรัฐฯ ได้แต่ประท้วงรัฐบาลตนเองที่ยินยอมให้คู่แข่งจาก
EU สามารถกอบโกยกำไรทางการค้ากับประเทศเหล่านี้
เกิดอะไรขึ้นกับ
"แนวเศรษฐกิจใหม่" ของสหรัฐฯ
ความตกต่ำทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ตลอดมานั้นอาจมีความสับสนขึ้นบ้างชั่วขณะเมื่อมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในทศวรรษที่
1990 แต่เมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยในเดือนมีนาคม
2001 เปลือกนอกของความรุ่งโรจน์ก็ถูกเปิดออกให้เห็นภาวะฟองสบู่ที่หมักหมมอยู่ภายใน
สหรัฐฯ ตั้งข้อกล่าวหาว่าจีนกำลังกัดเซาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ที่ตนเคยครอบงำเอเชียมานานกว่า 50 ปี และกำลังดูดเอาเงินลงทุนจากต่างประเทศทั่วทุกภูมิภาคเข้าไปไว้พร้อม
ๆ กับส่งออกสินค้าราคาถูกของตนออกตีตลาดโลก
อีกทั้งยังนำเข้าผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชั้นสูงจากสิงคโปร์และญี่ปุ่นแทน
และยังจัดตั้งเขตการค้าเสรีในเอเชียตะวันออกจนกลายเป็นเขตการค้าที่เติบโตสูงที่สุดในโลก
แน่นอนว่าตลาดที่สหรัฐฯ เคยครอบครองต้องหดตัวลง
 |
|
ในเวลาเดียวกัน
ยุโรปก็กำลังขึ้นมาท้าทายที่ท้ายบ้านของสหรัฐฯ
ในลาตินอเมริกา บริษัทยักษ์ใหญ่ 25 อันดับแรกในลาตินอเมริกาเมื่อปี
2000 นั้นมีถึง 14 แห่งที่เป็นของยุโรป
ส่วนอีก 11 แห่งที่เหลือเป็นของสหรัฐฯ
เงินลงทุนไหลเข้าจากยุโรปกำลังเริ่มแซงหน้าสหรัฐฯ
ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังเร่งรีบทำข้อตกลงการค้าทวิภาคีกับชาติอเมริกาใต้ไม่ว่าจะเป็นชิลี,
โคลัมเบีย, โดมินิกัน และอีกห้าประเทศอเมริกากลางเพื่อบรรลุให้เป็นเขตการค้าเสรีของสหรัฐฯ
เองในทั่วซีกโลกอเมริกาสำเร็จในปี 2005
แต่ชาติเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกาได้แก่บราซิลและอาร์เจนตินาซึ่งรวมถึงปารากวัยและอุรุกวัย
กลับรวมตัวกันก่อตั้งกลุ่มการค้าเมอร์คอเซอร์
(Mercosur, Mercado Com?n del Sur) ในปี
1991 ขึ้น เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นกลุ่มการค้าที่ใหญ่ที่สุดอันดับสามของโลกรองจาก
EU และ NAFTA กลุ่มนี้ยังบรรลุการเจรจาการค้ากับ
EU และกำลังจัดตั้งเขตการค้าเสรีอเมริกาใต้ที่จะทำให้มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าสหรัฐฯ |
ปลายทศวรรษที่
1990 ยุโรปเคยเชื่อว่าบรรษัทของสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการปรับโครงสร้างธุรกิจของตนเมื่อช่วงสองทศวรรษที่แล้ว
จนกลายมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหลาย ๆ ประเภท
ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเทคโนโลยี, ผลิตภาพ, ผลตอบแทนการลงทุน
โดยที่ยุโรปจะต้องเป็นฝ่ายตามหลังอย่างสิ้นหวัง
แต่ว่า "แนวเศรษฐกิจใหม่" ของสหรัฐฯ
กลับซูบลีบจนติดกระดูก (จากที่เคยอยู่ในช่วงวงจรขาขึ้นของการเติบโตด้านความสามารถทางการผลิต,
การกระจายเทคโนโลยีสารสนเทศที่รวดเร็วกว่า,
บ้านอยู่อาศัย, โรงเรียนหรือการศึกษา) และโดยเฉพาะเรื่องอื้อฉาวทางการเงิน,
การคดโกงทางบัญชี, การล้มละลายแพร่ไปตามบรรษัทสหรัฐฯ
ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ กล่าวสำหรับด้านเทคโนโลยีชั้นสูงแล้ว
ญี่ปุ่นสามารถผลิตคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วกว่าคอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดของสหรัฐฯ
ยี่สิบตัวรวมกัน มันก้าวไปไกลกว่าอดีตผู้นำอย่างไอบีเอ็ม
(IBM) หลายขุมเสียแล้ว ในด้านการเติบโตทางอินเตอร์เน็ต
สหรัฐฯ กลับมีสัดส่วนของ broadband users
น้อยกว่าแคนาดา, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน
และชาติสแกนดิเนเวีย และตามหลังผู้ใช้อินเตอร์เน็ตชั้นนำในสิบประเทศเมื่อพิจารณาเป็นรายหัว
ต้นทุนการใช้อินเตอร์เน็ตของสหรัฐฯ ก็สูงกว่าเท่าตัว
บริการอินเตอร์เน็ตในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ให้ความเร็ว
10 เมกะบิตต่อวินาทีซึ่งเร็วกว่าสหรัฐฯ ถึงสิบเท่า
ความตกต่ำทางเศรษฐกิจยังส่งผลต่อรัฐบาลกลางสหรัฐฯ
อีกด้วย เริ่มต้นจากช่วงรัฐบาลเรแกนและภาวะวิกฤตได้ทวีคูณขึ้นในสมัยรัฐบาลบุชปัจจุบัน
การลดภาษีครั้งใหญ่สามประเภท (ซึ่งถูกกล่าวหาว่าลดให้กับพวกคนรวย)
ในปี 2001 กลับไปทำให้งบประมาณของรัฐบาลกลางที่เคยเกินดุลในช่วงปี
1998-2001 มาเป็นขาดดุล 4.005 แสนล้านดอลลาร์ในช่วง
11 เดือนแรกของงบประมาณปี 2003 ซึ่งคาดว่าจะเป็น
4.55 แสนล้านดอลลาร์เมื่อสิ้นปีงบประมาณ (รายได้รัฐลดลง
4.2% รายได้ภาษีบุคคลลดลง 8.1% ภาษีนิติบุคคลลดลง
13.5% แต่การใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 7% จะเห็นได้ชัดว่าล้วนสวนทางกับ
GDP ไตรมาสสามของสหรัฐฯ ที่สูงเป็นประวัติการณ์
8.2%) และจะขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 4.5 แสนล้านดอลลาร์ในปี
2004-6 ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่การขาดดุลอันเนื่องมาจากการใช้จ่ายด้านการศึกษา,
การขนส่งมวลชน, สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุข
ซึ่งประการเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะไปสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจเท่านั้น
แต่มันยังไปปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพของประชากรที่มีรายได้ระดับต่ำสัดส่วนถึงสี่ในห้า
แต่สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาลบุชและบรรษัทธุรกิจสหรัฐฯ
ต้องการทำลาย การลดภาษีครั้งใหญ่นี้เท่ากับเป็นการตัดแหล่งรายได้ของรัฐบาลกลาง
และต้องไปตัดเฉือนค่าใช้จ่ายทุก ๆ ด้านยกเว้นแต่ด้านการทหาร
นโยบายเหล่านี้กำลังก่อตัวเป็นพายุเฮอร์ริเคนทางการเงินขนาดยักษ์ทีเดียว
การขาดดุลงบประมาณนี้จะไปลดเงินออมของประชาชาติ
กดให้ภาวะขาดดุลจมดิ่งมากขึ้น และต้องอาศัยเงินทุนต่างประเทศเพื่อสนองการบริโภคและการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ความเสียทางเศรษฐกิจภายในประเทศยังเกิดจากการรัดเข็มขัดของรัฐบาลท้องถิ่นในมลรัฐต่าง
ๆ สหรัฐฯ กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี
1930 รัฐบาลกลางตัดงบอุดหนุนรัฐท้องถิ่น ในขณะที่โอนค่าใช้จ่ายด้านงบประมาณครั้งใหญ่ไปให้รัฐท้องถิ่นรับผิดชอบกันเอง
เช่นการรักษาพยาบาล, การประกันสังคมแก่ครัวเรือนยากจน
และมาตรการใหม่ด้านความมั่นคงภายในประเทศ
(Homeland Securities) หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน
ปัจจุบันรัฐท้องถิ่นต่าง ๆ ต้องเผชิญกับภาวะขาดดุลงบประมาณรวมถึง
60,000 ล้านและ 85,000 ล้านดอลลาร์ในปีหน้าซึ่งเป็นสัดส่วน
13% และ 18% ของค่าใช้จ่ายแต่ละมลรัฐ และเนื่องจากรัฐธรรมนูญหรือธรรรมนูญของมลรัฐบังคับให้แต่ละรัฐต้องดำเนินงบประมาณของตนสมดุล
จึงเป็นเหตุให้รัฐท้องถิ่นต้องตัดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา,
สวัสดิการสังคม, ห้องสมุด, สวนสาธารณะ พร้อมกับต้องเพิ่มภาษีครั้งใหญ่ในภาวะเศรษฐกิจของประเทศกำลังถดถอยขณะนี้
เหล่านี้นำมาซึ่งความขัดแย้งกันเองด้านนโยบายในระดับต่าง
ๆ ของรัฐบาล ส่งผลให้การขับเคลื่อนของระบบเศรษฐกิจประสบความชะงักงัน
เมื่อการทหารนำเศรษฐกิจ
ความเกรียงไกรด้านการทหารของสหรัฐฯ จะสามารถช่วยกอบกู้ฐานะเจ้าโลกของตนได้หรือไม่?
มันสามารถรักษาผลประโยชน์ทุนโลกาภิวัตน์ของตนในโลกได้หรือไม่?
 |
|
สหรัฐฯ
พยายามหาทางคงองค์การนาโต้ให้คงอยู่ต่อไปทั้ง
ๆ ที่วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งเมื่อปี
1949 คือเพื่อต่อต้านการแผ่อิทธิพลของโซเวียตซึ่งปัจจุบันไม่ดำรงอยู่แล้ว
ตามเอกสารของเพนตากอน (Pentagon) ปี 1992
เปิดเผยไว้ว่า องค์การนาโต้ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติตะวันตก
และเป็นช่องทางแก่สหรัฐฯ ในการเข้าไปมีส่วนในกิจกรรมความมั่นคงของยุโรป
ซึ่งสหรัฐฯ จะต้องใช้เพื่อกีดกันการเติบใหญ่ของยุโรป
สหรัฐฯ ต้องคงกลไกนี้ไว้เพื่อควบคุมคู่แข่งใด
ๆ ที่อาจเติบโตขึ้นในภูมิภาคที่ใหญ่กว่า
หรือในบทบาทระดับโลก (นั่นคือพันธมิตรยูเรเชีย-Eurasia
ที่ครอบคลุมผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลจากยุโรปตะวันตกจรดเอเชียตะวันออก?) |
จากนั้น
เจ็ดปีต่อมา สหรัฐฯ ได้ใช้องค์การนาโต้ก่อสงครามกับยูโกสลาเวียที่ปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ
ในการยุติความขัดแย้งโคโซโว นั่นเท่ากับเป็นการสร้างความแตกแยกในยุโรปที่อ่อนด้อยกว่าทางด้านแสนยานุภาพทางทหาร
ซึ่งทำให้ยุโรปยังต้องอยู่ในกรอบที่สหรัฐฯ
กำหนด ดังจะเห็นบทบาทการบังคับบัญชาของสหรัฐฯ
ในกองกำลังที่อยู่ในยุโรปขณะนี้ ในเดือนตุลาคม
2001 สหรัฐฯ ประกาศ "สงครามต่อต้านการก่อการร้าย"
และเข้าถล่มรุกรานอัฟกานิสถานเพื่อกำจัดเครือข่ายกลุ่มอัลกออิดะห์
(Al Quaida) ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โจมตีนิวยอร์กและวอชิงตัน
หนึ่งปีต่อมา รัฐบาลบุชประกาศว่าจะใช้กำลังทหารเข้าโจมตี
"ปฏิปักษ์ใดก็ตาม
.ที่กำลังเสริมสร้างการทหารล้ำเส้น
หรือเข้ามาเทียบเคียงกับอำนาจของสหรัฐฯ"
(จาก The National Security Strategy of the
United States, กันยายน 2002)
ในการเข้าสู่สงครามอิรักเมื่อเดือนมีนาคม
2003 สหรัฐฯ พยายามกดดันองค์การสหประชาชาติโดยการบรรจุวาระให้อำนาจใช้กำลังทหารทำสงครามเข้าปลดอาวุธอิรัก
ความพยายามทางการทูตต้องประสบความพ่ายแพ้
มันถูกคัดค้านจากชาติสมาชิกถาวรอย่างรัสเซีย
ฝรั่งเศส และจีน สหรัฐฯ ไม่สามารถบีบประเทศที่เป็นกลางทั้งหกคือ
แองโกลา, กินี, ชิลี, เม็กซิโก และปากีสถานให้ลงคะแนนให้กับตน
ทั้งที่ใช้การกดดันทางการทูตและสินบนก็ตาม
ตุรกีปฏิเสธที่จะให้สหรัฐฯ ใช้เขตแดนของตนในการผ่านทางรุกเข้าตอนเหนือของอิรัก
ภายหลังสงคราม เหตุการณ์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสหรัฐฯ
ไม่อาจตอบโต้การไม่ให้ความร่วมมือของตุรกี,
ฝรั่งเศส และเยอรมันได้แต่อย่างใด สหรัฐฯ
จะทำได้เพียงแค่กีดกันไม่ให้ชาติคัดค้านสงครามอิรัก
อย่างเยอรมัน, ฝรั่งเศส, รัสเซีย และแคนาดา
เข้ามาลงทุนในอิรัก อีกทั้งบีบให้ยกเลิกหนี้ให้กับอิรักโดยเฉพาะฝรั่งเศส
(ปารีสคลับ) และรัสเซีย (สมัยโซเวียต) ซึ่งกำลังถูกประท้วงอย่างหนักจากยุโรปและสหประชาชาติ
โดยเฉพาะขัดต่อข้อตกลงของ WTO แต่นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯ
สามารถทำให้ยุโรปแตกแยกกันได้ในภาครัฐบาล
(แต่ไม่ใช่ภาคประชาชน) อย่างไรก็ตาม ผู้ให้การสนับสนุนสงครามครั้งนี้
ซึ่งได้แก่สหราชอาณาจักร, สเปน และโปแลนด์ก็มีเพียงสหราชอาณาจักรเท่านั้นที่ส่งกำลังทหารไปรบในระหว่างสงคราม
การตอกลิ่มของสหรัฐฯ ลงไปใน EU ให้เป็นยุโรปเก่าและยุโรปใหม่โดยเฉพาะสเปนและโปแลนด์
ก็มีส่วนทำให้ความขัดแย้งภายใน EU ร้าวลึกขึ้น
เมื่อทั้งสองประเทศกลายเป็นชาติสมาชิกที่มีบทบาทขัดแย้งโดยตรงกับแกนนำฝรั่งเศสและเยอรมันในการประชุมสุดยอดสหภาพยุโรปเมื่อเดือนธันวาคม
2003 ว่าด้วยรัฐธรรมนูญแห่งสหภาพยุโรปเกี่ยวกับจำนวนคะแนนเสียงของแต่ละชาติสมาชิก
จนเป็นเหตุให้การประชุมดังกล่าวต้องล้มเหลว
 |
|
แม้ว่าสหรัฐฯ
จะสามารถจับกุมตัวซัดดัม ฮุสเซน (Saddam
Hussein) อดีตประธานาธิบดีอิรักได้ก็ตาม
แต่ผู้เชี่ยวชาญมากมายทั้งตะวันตกและตะวันออกต่างเห็นว่า
ความรุนแรงและสงครามยังไม่ยุติลงโดยง่าย
ซึ่งประธานาธิบดีบุชก็ยอมรับในคำแถลงเช่นกัน
ในอีกไม่ช้า การยึดครองอิรักจะพิสูจน์ให้เห็นถึงพลานุภาพทางทหารอันแท้จริงของสหรัฐฯ
อัฟกานิสถานในปัจจุบันไม่ได้มีสถานการณ์ที่ดีไปกว่าช่วงที่สงครามยึดครองยุติลงเมื่อพฤศจิกายน
2002 ประเทศต้องตกอยู่ในสภาวะไร้เสถียรภาพ
ไม่มั่นคง และอยู่ภายใต้การควบคุมของขุนศึกเผ่าต่าง
ๆ ขณะเดียวกัน พลพรรคของอัลกออิดะห์และตาลิบัน
(Taliban) ก็กำลังรวมตัวกันเข้มแข็งขึ้นในเขตปักติกา
(Paktika) มีการระดมทุนช่วยเหลือจากนอกประเทศมากขึ้น
พวกเขากลับมาเริ่มแผ่อิทธิพลเหนือดินแดนหลายแห่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของอัฟกานิสถานครั้งใหม่แล้ว
พร้อมกันนั้นกลุ่มอัลกออิดะห์ก็เริ่มเบนเข็มเทน้ำหนักปฏิบัติการของตนเข้าไปในอิรักแล้วด้วยเช่นกัน |
ตราบจนปัจจุบัน "สงครามต่อต้านการก่อการร้าย"ล่วงเลยมาสองปีแล้ว
จากการสำรวจของพิวโกลบอลแอททิทูดส์ (Pew Global
Attitudes) เกี่ยวกับสงครามในอิรักพบว่า "มันก่อให้เกิดความขัดแย้งกว้างขวางขึ้นระหว่างสหรัฐฯ
และชาติยุโรปตะวันตก และยิ่งโหมเพลิงโกรธแค้นเพิ่มขึ้นแก่โลกมุสลิม
การสนับสนุนสงครามต่อต้านการก่อการร้ายกำลังเหือดหายลง
และยังส่งผลให้แรงสนับสนุนจากสาธารณชนในชาติพันธมิตรแอตแลนติกเหนืออ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ"
มีเพียงเจ็ดใน 20 ชาติจากผลสำรวจพบว่าเอนเอียงมาทางสหรัฐฯ
และการสนับสนุนในชาติเหล่านั้น (ซึ่งได้แก่สหราชอาณาจักร,
อิสราเอล, คูเวต, คานาดา, ไนจีเรีย, อิตาลี,
ออสเตรเลีย) กำลังลดต่ำลง สำนักข่าวบีบีซี
(BBC) ของสหราชอาณาจักรสุ่มตัวอย่างความเห็นของผู้คนใน
11 ชาติ ซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ กับชาติอาหรับเพียงประเทศเดียวคือจอร์แดน
ปรากฏว่าสองในสามของแบบสอบถามเห็นว่าสหรัฐฯ
เป็นอภิมหาอำนาจที่ยโสโอหังและเป็นภัยต่อสันติภาพมากเสียยิ่งกว่าเกาหลีเหนือและอิหร่าน
ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองประเทศถูกสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเป็น"แกนแห่งความชั่วร้าย"
มีเพียง 25% ซึ่งไม่รวมผู้ถูกสำรวจชาวอเมริกันเห็นว่ากองทหารสหรัฐฯ
กำลังปฏิบัติการให้โลกมีความสงบสุขมากขึ้น
จากการสำรวจของทรานส์แอตแลนติกเทรนด์สเซอร์เวย์
(Transatlantic Trends Survey) ที่สนับสนุนโดยกองทุนเยอรมันมาร์แชล
(German Marshall Fund) ของสหรัฐฯ และการสำรวจของกอมพาเนียดีซานเปาโล
(Compagnia di San Paolo) ที่สนับสนุนโดยมูลนิธิตูริน
(Turin foundation) ของอิตาลีเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาชี้ว่า
มีชาวยุโรปเพียง 8% ที่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯ
แสดงบทบาทเป็นผู้นำที่แข็งกร้าวในกิจกรรมต่าง
ๆ ของโลก แต่ 70% ในฝรั่งเศสและ 50% ในเยอรมันกับอิตาลีไม่ต้องการเช่นนั้น
บทสรุป
 |
|
ปัจจุบัน สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับคู่แข่ง
EU ที่ยากจะเอาชนะได้ อีกทั้งมีอำนาจการผลิตและการค้าแทบรดต้นคอกันทีเดียว
อีกทั้งความรุ่งเรืองแข็งแกร่งในด้านการเมืองของ
EU ยังกำลังเพิ่มมากขึ้น (โดยมีฝรั่งเศสและเยอรมันเป็นแกนหลัก
และอาจขยายไปถึงรัสเซียที่มีกองทัพแข็งแกร่ง
มีทรัพยากรธรรมชาติและภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของยูเรเชียในไม่นาน)
และมีแนวโน้มจะมีฐานะเหนือกว่าสหรัฐฯ
แม้อำนาจทางทหารจะอ่อนด้อยกว่าในขณะนี้ก็ตาม
(แต่กำลังขมีขมันจัดตั้งกองกำลังพิเศษนอกนาโต้ขึ้นท้าทายสหรัฐฯ
นับแต่สงครามยูโกสลาเวียเป็นต้นมา และถูกสหรัฐฯ
ต่อต้านอย่างหนัก) ประเทศย่านเอเชียรวมตัวกันเป็นเขตเศรษฐกิจล้อมรอบญี่ปุ่นและจีน
โดยมีอินเดียเคียงข้างเป็นศูนย์การผลิตซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์
จากการประชุม WTO ที่แคนคูนในเม็กซิโกเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
บราซิลได้แสดงบทบาทนำและจัดตั้งกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
22 ชาติซึ่งรวมถึงจีนและอินเดียต่อต้าน
"Singapore Issues" (ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ว่าด้วยการลงทุน,
การค้า, การแข่งขัน และการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลต่าง
ๆ ในประเทศกำลังพัฒนาให้เอื้อประโยชน์แก่บรรษัทข้ามชาติหรือเทียบเท่ากับคนในชาติที่เข้ามาลงทุน)
และแผนการอุดหนุนการเกษตรของสหรัฐฯ, EU
และญี่ปุ่น การเจรจาที่แคนคูนล้มเหลวยังเป็นสัญญาณในการต่อต้านสหรัฐฯ
หลังสงครามอิรักด้วย กลุ่มพันธมิตรเมอร์คอเซอร์ของลาตินอเมริกาได้เข้ามามีบทบาทถ่วงดุลใหม่
|
พวกเขาสนับสนุนข้อเสนอของเปรูในการตั้งเขตการค้า
"ชาติอเมริกาใต้ (South American Nations)ขึ้น
เพื่อประสานเป็นหนึ่งระหว่างกลุ่มเมอร์คอเซอร์และประเทศประชาคมแอนเดี้ยน
(Andean Community) ที่ประกอบด้วยเปรู, โบลิเวีย,
โคลัมเบีย, เอกวาดอร์ และเวเนซุเอลา เพื่อขวางสหรัฐฯ
ในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีตามที่สหรัฐฯ ได้ประโยชน์
กล่าวสำหรับสถานการณ์การยึดครองอิรักของสหรัฐฯ
ยังมีข้อเท็จจริงประการหนึ่งเมื่อเดือนเมษายนที่ไม่อาจดูเบาได้
นายลอว์เรนซ์ อีเกิ้ลเบอร์เกอร์ (Lawrence
Eagleberger) ซึ่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในสมัยบุชผู้พ่อเป็นประธานาธิบดีและยังเป็นที่ปรึกษาคนสนิทจนถึงปัจจุบัน
ได้แสดงความเห็นอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่า
ถ้าหากสหรัฐฯ จะต้องรุกเข้าไปในซีเรียแล้ว
(ซึ่งปัจจุบันประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามกฎหมายคว่ำบาตรด้วยข้อกล่าวหาว่าสนับสนุนการก่อการร้าย
สะสมอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงแล้ว)
เขาเองจะเป็นผู้รณรงค์ถอดถอนประธานาธิบดีด้วยตัวเอง
คำกล่าวเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ที่จะมองข้าม
นี่เป็นข้อความที่ส่งออกมาและใครเป็นผู้ส่งข้อความตัวจริง?
อาจเข้าใจได้ว่านี่เป็นการส่งสัญญาณจากบุชผู้พ่อหรือไม่?
แต่ไกลกว่านั้นมันเป็นสัญญาณจากภาคทุนของสหรัฐฯ
และทุนนิยมโลกอย่างแน่นอน พวกเขาไม่ได้ยินดีกับพวกสายเหยี่ยวในรัฐบาลสหรัฐฯ
นัก สายเหยี่ยวเหล่านี้ยังไม่ได้กำชัยในเกมนี้
แม้ว่าพวกเขาได้ฉกฉวยโอกาสใช้กลไกรัฐของสหรัฐฯ
โดยอาศัยเหตุการณ์ 11 กันยายน โดยรู้ดีว่าต้องฉวยโอกาสเดี๋ยวนี้หรือไม่ก็จะไม่มีโอกาสครอบงำการเมืองสหรัฐฯ
อีกต่อไป และเนื่องจากหากไม่ผลักให้เคลื่อนไปข้างหน้าดังที่ตนเองต้องการแล้วก็หมายถึงพวกเขาจะต้องพ่ายถอยอย่างแน่นอน
แต่พวกเขาเองก็ไม่พร้อมประกันความสำเร็จครั้งนี้
และศัตรูที่น่าเกรงขามที่สุดของพวกสายเหยี่ยวบางค่ายก็คือพวกทุนนิยมค่ายอื่นกันเอง
ซึ่งก็ไม่ได้ชื่นชอบกับแนวทางของยุโรปและญี่ปุ่นแต่ประการใด
เพราะโดยพื้นฐานแล้ว พวกนี้เชื่อมั่นต่อความเป็นเอกภาพของทุนนิยมในระบบโลก
และไม่คิดว่าแนวทางในการจัดการกับปัญหาต่าง
ๆ เหล่านี้คือการโค่นฝ่ายค้านทั้งหมดให้แตกกระเจิงไป
แต่นิยมที่จะประสานร่วมมือแทน
สงครามเวียดนามเมื่อสามสิบปีก่อนคือรอยร้าวแรกของฐานะสหรัฐฯ
และ "สงครามต่อต้านการก่อการร้าย"
ในปัจจุบันอาจจะเร่งการแตกสลายนี้ให้เร็วขึ้น
สหรัฐฯ ไม่อาจจะควบคุมโลกที่มีหลายขั้วโดยอาศัยปฏิบัติการตามอำเภอใจเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป
ไม่ว่าจะด้วยกำลังทหารหรืออื่นใด
|