|
|
|
|

14
ตุลาฯ เรื่องที่ควรจำหรือเรื่องที่อยากลืม
|
|
|
นันทพร
เนตรประเสริฐกุล
|
|
ฉบับ
33 สิงหาคม 2546
หลังจากที่ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาลงมติให้วันที่
14 ตุลาคมของทุกปีเป็น "วันประชาธิปไตย"
ก็เกิดมีผู้ตั้งประเด็นทักท้วงขึ้นมาว่าเป็นการถูกต้องเหมาะสมแล้วหรือไม่
โดยเหตุผลที่ยกมาอ้างอิงนั้น มีอยู่สองประเด็นใหญ่
ๆ คือ การยกย่องเหตุการณ์ในวันที่ 14 ตุลาคม
2516 เท่ากับเป็นการลบล้างและหลงลืมการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่
24 มิถุนายน 2475 และเหตุการณ์ 14 ตุลาคม
2516 ไม่ได้เป็นการสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
เป็นแต่เพียงเกมการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างกลุ่มต่าง
ๆ เท่านั้น
ในประเด็นแรก ถ้าหากเรามองอดีตอย่างแยกส่วนว่าเหตุการณ์ในปี
พ.ศ. 2475, พ.ศ. 2516, พ.ศ. 2519, พ.ศ. 2535
และอีกหลาย ๆ เหตุการณ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
เราก็ย่อมมองไม่เห็นความต่อเนื่องเลื่อนไหลของประเทศไทยในแต่ละช่วงเวลา
และการละเลยรอยต่อของความเปลี่ยนแปลงนี้ อาจทำให้เราเข้าใจและวิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีตผิดเพี้ยนไปได้มากมาย
สิ่งที่คณะราษฎรทำในปี 2475 อย่างไรก็ต้องถือเป็นก้าวแรกของประเทศไทยในการเดินเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย
แต่หนทางสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่ผู้คนฝันถึงนั้น
ย่างเท้าเพียงก้าวเดียวก็สามารถบรรลุได้เช่นนั้นหรือ?
เพียงปีเศษ ๆ หลังเหตุการณ์วันที่ 24 มิถุนายน
2475 กลุ่มนิยมเจ้าพยายามช่วงชิงอำนาจคืนซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ
'กบฏบวรเดช' ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2478 กลุ่มทหารนายสิบได้เตรียมการก่อ
'กบฎ' แต่ถูกจับได้เสียก่อนโดยมีผู้ได้รับโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต
และในช่วงต้นปี พ.ศ. 2482 ความขัดแย้งระหว่างพระยาทรงสุรเดช
และพันเอกหลวงพิบูลสงคราม ก็ก่อให้เกิดการปราบปรามครั้งใหญ่
จนตัวพระยาทรงสุรเดชเองต้องลี้ภัยออกไปนอกประเทศ
ยังไม่ต้องพูดถึงการรัฐประหารใหญ่ถึงขั้นยกเลิกรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนพฤศจิกายน
2490 ภายใต้การนำของจอมพลผิน ชุณหะวัณ กระนั้นก็ตาม
อีกสิบเอ็ดเดือนให้หลัง ทหารฝ่ายเสนาธิการวางแผนปฏิวัติกองทัพ
แต่ไม่สำเร็จ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2492 นายทหารเรือกลุ่มหนึ่ง
พยายามจี้ตัวจอมพล ป. พิบูลสงครามในนามของ
'กบฏวังหลวง' และสองปีถัดมา ก็ก่อการซ้ำอีกครั้งหนึ่งโดยครั้งหลังถูกเรียกว่า
'กบฏแมนฮัตตัน' ในปลายปี พ.ศ. 2494 ห่างจากกบฏแมนฮัตตันเพียงห้าเดือนก็มีการทำ
'รัฐประหารเงียบ' โดยคณะทหาร อันถือเป็นรัฐประหารครั้งสุดท้ายก่อน
พ.ศ. 2500
ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น แทบจะปีเว้นปีโดยเฉลี่ยเช่นนี้
น่าจะเป็นเครื่องยืนยันที่ดีว่า การปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้เข้ารูปเข้ารอยประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
และยิ่งมาถึงการรัฐประหารยึดอำนาจโดยจอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นการนำพาทั้งประเทศไปอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการเต็มรูปในปี
พ.ศ. 2500 ก็ยิ่งให้ความกระจ่างชัดว่าโครงสร้างทางการเมืองและความสัมพันธ์ทางอำนาจ
ที่คณะราษฎรวางรูปแบบไว้ได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
รวมทั้งระบบรัฐสภาอันเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตยก็สูญสลายไปด้วยเช่นกัน
อย่าว่าแต่ผู้ใฝ่หาประชาธิปไตยจะต้องอดทนเดินหนทางไกลเลย
บางครั้งก็อาจจะต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ด้วยซ้ำไป
และเมื่อต้องเริ่มตั้งต้นอีกครั้ง ก็ใช่ว่าความพยายามในครั้งก่อนจะสูญสิ้นคุณค่าความสำคัญ
ดังนั้นแล้ว เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 น่าจะเป็นการสืบทอดหรือสานต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยมากกว่าจะเป็นการจงใจลบล้าง
หรือข่มทับคณะราษฎรที่ได้เคยพยายามทำไว้เมื่อปี
พ.ศ. 2475
ส่วนประเด็นที่สองซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่ว่าเหตุการณ์
14 ตุลาคม 2516 มิได้สร้างระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น
ก็เช่นเดียวกับในประเด็นที่หนึ่ง คือ ประชาธิปไตยมิใช่สิ่งประดิษฐ์ที่สามารถสร้างเสร็จให้สมบูรณ์ภายในเวลาชั่วข้ามคืน
ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จะไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตยในอุดมคติ
แต่เราก็ต้องยอมรับว่า เหตุการณ์ในครั้งนั้น
ได้ผลักดันให้การเมืองไทยปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจและความสัมพันธ์ทางอำนาจ
ระหว่างรัฐกับประชาชนให้เป็นไปตามครรลองแห่งประชาธิปไตยมากขึ้น
ดังจะเห็นได้จากความล้มเหลวของพลังอำนาจนิยม
ที่พยายามหวนกลับไปใช้อำนาจเผด็จการในการปกครองประเทศอีกครั้งหลังเหตุการณ์
6 ตุลาคม 2519 จนเกิดรัฐประหาร 20 ตุลาคม
2520 และต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2521
ที่เป็นการประนีประนอมระหว่างพลังอำนาจนิยมและพลังประชาธิปไตยขึ้นมาใช้แทน
ถึงแม้ว่ากลุ่มที่ก้าวเข้าไปโลดแล่นอยู่บนเวทีการเมืองและกลไกรัฐสภา
จะเป็นนักการเมืองผู้แสวงหาอำนาจ เป็นนักธุรกิจผู้ไร้ปรัชญาการปกครอง
แต่มันก็สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางการเมืองที่เปิดกว้างขึ้นสำหรับผู้คนที่หลากหลาย
ซึ่งแต่เดิมนั้น เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอำนาจการเมืองถูกผูกขาดอยู่เฉพาะในแวดวงทหารเท่านั้น
และถึงแม้ว่าจนกระทั่งปัจจุบันประชาชนจะยังคงไม่มีอำนาจมากเท่ากับที่ทฤษฎีประชาธิปไตยว่าไว้
แต่วันนี้ รัฐก็ไม่อาจใช้อำนาจตัดสินกรณีพิพาทด้วยมาตรการรุนแรงโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม
และไม่ถูกตรวจสอบ เหมือนอย่างในสมัยที่นักโทษถูกยิงเป้ากลางสนามหลวงได้อีก
หากใช้ไม้บรรทัดประชาธิปไตยมาทาบวัด ความเปลี่ยนแปลงเหล่าน
ี้ก็น่าจะถือได้ว่าเป็นความก้าวหน้าทางการเมืองอีกขั้นหนึ่งไม่ใช่หรือ?
แน่นอนว่า โครงสร้างทางการเมืองที่เปลี่ยนไป
และความสัมพันธ์ทางอำนาจที่มีลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยมากขึ้น
ระหว่างรัฐกับประชาชน เป็นสิ่งที่การเมืองไทยได้รับจากเหตุการณ์
14 ตุลาคม 2516 แต่ความโดดเด่นของเหตุการณ์ที่ติดอยู่ในความทรงจำของผู้คนกลับ
เป็นภาพการแสดงพลังของประชาชนครั้งยิ่งใหญ่
และบรรยากาศแห่งเสรีภาพที่ประชาชนเป็นผู้ไขว่คว้ามาได้สำเร็จด้วยตัวเอง
จึงนับเป็นเรื่องน่าแปลกใจอยู่ไม่น้อย ที่ในบรรดาข้อโต้แย้งต่าง
ๆ มองไม่เห็นหรือละเลยอารมณ์ความรู้สึก และเจตนารมณ์อันแรงกล้าของเหตุการณ์
14 ตุลาคม 2516 ไพล่ไปสนใจแต่ในแง่การเมืองเชิงสถาบันเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นสำคัญที่ไม่ควรจะถูกมองข้ามไปก็คือ
สภาพที่เยาวชนปัจจุบันมีภาพความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้
เลือนรางเต็มที ยังไม่ต้องพูดถึงเหตุการณ์อื่น
ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา ทั้งการปราบปรามนักศึกษาอย่างโหดร้ายในธรรมศาสตร์เมื่อเช้ามืดวันที่
6 ตุลาคม 2519 และสงครามในเขตป่าเขาระหว่างรัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ที่กินเวลายาวนานนับปี
อดีตเหล่านี้ ไม่ดำรงอยู่ในความรับรู้ของเด็กไทยราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้น
ทั้งที่เวลาเพิ่งผ่านไปเพียงสามสิบปี
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่น่าจะเป็นแค่เรื่องการตั้งชื่อวัน
เมื่อรัฐเริ่มมีวี่แววที่จะยอมรับว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นจริง
และบอกกล่าวอย่างเป็นทางการให้นักเรียน นักศึกษา
ประชาชนทั่วไปได้รับรู้รับทราบ นับเป็นโอกาสดีที่ควรจะช่วยกันผลักดันให้คนไทยในวงกว้าง
ได้ริเริ่มทำความรู้จักกับอดีตและเข้าใจความเป็นมาของประเทศ
แทนที่จะจำกัดวงอยู่แค่ผู้ที่เกิดทันเหตุการณ์
หรือคนรุ่นหลังที่สนใจเป็นการส่วนตัวอย่างที่ผ่านมา.
|
|
|
|