จุลสารฉบับที่ 21

บรรณาธิการแถลง
บรรณาธิการ

ในกระแสประชาชน
สรุปความเคลื่อนไหว ภาคประชาชนในรอบเดือน

เรื่องจากปก
ปฏิรูปที่ดินเมืองไทย เริ่มเมื่อไร เริ่มอย่างไร

กระแสโลก
โลก : ในสถานการณ์ มหาอำนาจขั้วเดียว

ทิศไทยทางโลก
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ : เมื่อรัฐเข้าโรงจำนำ

รายงานพิเศษ
วิพากษ์ร่าง กม.แร่ ในอ้อมแขนทุนข้ามชาติ

เวทีคนหนุ่มสาว
วิกฤตชีวิตวัยรุ่นไทย

สาระพันเรื่อง
นายอโยธยา

บรรณาธิการ
ปฏิรูปที่ดินเมืองไทย เริ่มเมื่อไร เริ่มอย่างไร

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อประชาชน (ปxป) จัดให้มีการประชุมระดมปัญญาครั้งที่ 1 ในหัวข้อ "ปฏิรูปที่ดินเมืองไทย เริ่มเมื่อไร เริ่มอย่างไร?" ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมปัญญาอย่างสันติ จากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกรณีชาวนาในพื้นที่จังหวัดลำพูนลุกฮือเข้ายึดที่ดินเอกชนเพื่อทำกิน ประกอบกับรัฐบาลเองก็มีความคิดที่จะเอาที่รกร้างว่างเปล่าแต่มีผู้ถือกรรมสิทธิ์กลับมาจัดสรรคืนให้กับประชาชนทำกินได้ โดยมีตัวแทนภาครัฐ ภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก



สมบัติ อุทัยสาง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

"เราต้องการให้เกษตรกรรายย่อย ได้ถือครองที่ดินที่เป็นธรรม"

ประเทศไทยเรามีที่ดินทั้งหมด 320,700,000 ไร่เศษโดยประมาณ ที่ดินที่ว่านี้ ถ้าเราจะจำแนกเป็นประเภทใหญ่ๆ ก็มี 2 ประเภทคือ ที่ดินที่ราษฎรถือครอง และสามารถที่จะไปออกเอกสารสิทธิ์ได้ ตรงนี้จะมีประมาณ 130 ล้านไร่ ส่วนที่เหลือก็จะเป็นที่ซึ่งเราเรียกว่าเป็นที่ของรัฐ

ในส่วนแรก 130 ล้านไร่โดยประมาณนี้ สามารถที่จะเอาไปออกเอกสารสิทธิ์ ซึ่งในที่ดิน 130 ล้านไร่นี้ จะเป็นที่ดินที่ออกโฉนดอยู่แล้วประมาณ 49 ล้านไร่ ที่เหลืออีกประมาณ 81 ล้านไร่ ก็จะเป็นพวก น.ส.3 พวก น.ส.3 ก พวกที่ดินที่เป็นใบจองที่เป็น สค.1 หรือที่ดินบางส่วนก็ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่ถึงอย่างไรก็ตามแต่ เราเป็นประเทศประชาธิปไตย ที่ดินที่มีเอกสารนี้ ตราบใดที่ยังไม่มีการเพิกถอน เราต้องสันนิษฐานก่อนว่า เจ้าของที่ดินที่มีเอกสารสิทธินี้ มีสิทธิในที่ดินโดยสมบูรณ์

รัฐธรรมนูญมาตรา 37 ก็ได้บอกว่า "สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครองตามขอบเขตแห่งสิทธิ และการถือสิทธิเช่นว่านี้ย่อมเป็นไปตามกฎหมายกำหนด" นั่นก็หมายความว่า การถือสิทธิโดยสมบูรณ์นั้น ขอบเขตและการจำกัดสิทธินี้ต้องมีกฎหมายกำหนด หาไม่แล้วถือว่าสิทธิสมบูรณ์ ในมาตรา 38 ของรัฐธรรมนูญก็ยังบอกต่อไปว่า "แม้แต่การที่จะออกกฎหมายเวนคืนที่ดินก็ทำไม่ได้ จะทำได้ต่อเมื่อเวนคืนที่ดินนั้น เพื่อกิจการที่เป็นสาธารณูปโภคที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ หรือในเรื่องที่การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น" นั่นก็คือว่า ประชาชนที่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินโดยสมบูรณ์นี้ จะได้รับการคุ้มครอง นี่คือหลักเบื้องต้น

แต่ปัญหาหลักในประเทศไทยนั้นก็คือว่า ที่ดินของประเทศไปกระจุกตัวอยู่กับคนเพียงกลุ่มเดียว ประมาณ 10% ของประชาชนเท่านั้น อันนี้ไม่เป็นธรรมกับประชาชนโดยส่วนรวมของประเทศ โดยเฉพาะเกษตร มีการสำรวจว่าประมาณ 1,500,000 ครัวเรือน ที่ไม่มีที่ทำกินหรือมีแต่ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหา โดยจะไปออกกฎหมายว่า ที่ดินไปกระจุกตัวอยู่กับ 10% ของประเทศ แล้วยึดที่ดินมาคืนเป็นของรัฐนั้น ทำไม่ได้ การออกกฎหมายเวนคืนที่ดินให้กลับมาเป็นของรัฐ ตรงนี้ก็ทำได้อยู่ในขอบเขตที่จำกัด หรือแม้แต่จะออกกฎหมายเพื่อกระจายสิทธิการครอบครองที่ดินให้ทั่วถึง ก็ทำได้ลำบากมาก กรมที่ดินเคยเสนอกฎหมายทำนองนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 โดยกำหนดให้ เกษตรกรรายหนึ่งควรจะมีที่ดินก็ไม่ควรเกิน 50 ไร่ ถ้าเพื่อประกอบกอบอุตสาหกรรมไม่ควรเกิน 20 ไร่ เพื่อพาณิชยกรรมไม่ควรเกิน 10 ไร่ เพื่อที่อยู่อาศัยไม่ควรเกิน 5 ไร่ แต่แล้วก็ตกม้าตายในปี 2540 โดยสำนักนายกรัฐมนตรีได้ตั้งกรรมการฯ ขึ้นมาว่า กฎหมายนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

ความจริงตั้งแต่ปี 2532 ถึงปี 2540 ก็ได้มีการทบทวนกันอยู่ตลอดเวลา แต่มายุติในปี 2540 ว่ากฎหมายอันนี้ ถึงมีก็บังคับใช้ไม่ได้ เพราะมันขัดต่อความสงบเรียบร้อย แล้วก็เป็นเรื่องละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นที่ผมกราบเรียนก็คือว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 37, 38 ให้ความครองสิทธิที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ เราจะไปออกกฎหมายยึดคืนมาก็ไม่ได้ เราจะไปเวนคืนก็เวนคืนได้เฉพาะในขอบเขตที่จำกัด แม้แต่การออกกฎหมายที่จะกระจายการถือครองที่ดิน ไปยังส่วนต่างๆ ของประเทศก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิธีการที่ทำอยู่ในขณะนี้ เราต้องใช้มาตรการไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ที่เป็นนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้ที่เราดำเนินการอยู่เราก็ทำหลายเรื่อง

เรื่องแรก ก็คือว่าเราใช้มาตรการเพิกถอนที่ดินที่ออกโฉนดหรือออกเอกสารสิทธิ์ไปแล้ว ที่ออกโดยไม่ชอบหรือคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง อันนี้อยู่ในมาตรา 61 ประมวลกฎหมายที่ดิน และจะมีกฎกระทรวงอีกฉบับหนึ่งที่เป็นการขยายความกระบวนการในการเพิกถอน กระบวนการการเพิกถอนทำอย่างไร เราเพิกถอนไปเยอะแล้วครับ เฉพาะที่อำเภอป่าซางจังหวัดลำพูน เราเพิกถอนไปแล้ว 11 แปลง เป็นจำนวนที่ดิน 445 ไร่เศษ และขณะนี้กำลังพิจารณาที่จะเพิกถอนอีกจำนวนมาก ไม่ใช่เฉพาะที่ลำพูนนะครับ ที่จังหวัดเลย โดยเฉพาะที่ อ. ภูเรือ ที่ดินมากเลยนะครับที่เอาไปทำรีสอร์ต ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อ ดังๆ ทั้งนั้นเลยครับ กำลังอยู่ในระหว่างเพิกถอนก็มีเยอะ ทางใต้ก็มี นี่คือมาตรการหนึ่ง เพราะฉะนั้นมาตรการแรกก็คือว่า เรากำลังใช้มาตรการนี้ มาตรา 61 ในการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์

เรื่องที่สอง
ก็คือเรื่องมาตรา 6 ตามกฎหมายในประมวลกฎหมายที่ดินปี พ.ศ. 2497 นี่ก็ 48 ปีแล้วนะครับ แต่ไม่เคยปฏิบัติ ความจริงปฏิบัติเหมือนกันแต่ไม่เคยได้ผล ปฏิบัติทุกปีนะครับ กรมที่ดินมีหนังสือเวียนที่ดินจังหวัดทุกปี ว่าให้รายงานทุกเดือนมกราคมของปี ว่าในเขตที่รับผิดชอบมีที่ดินที่ทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ หรือปล่อยทิ้งไว้รกร้างว่างเปล่าหรือไม่ รายงานในแต่ละปีนี่ ทั่วประเทศมีซักสองสามราย เมื่อเจออย่างนี้กรมที่ดินก็มีหนังสือเตือนเข้าไป ว่าให้ทำประโยชน์ภายใน 3 เดือน นับตั้งแต่รับหนังสือเตือน เจ้าของก็ไปทำประโยชน์ ก็ไม่มีการเพิกถอน ทีนี้ความคิดที่เริ่มในเดือนกรกฎาคม ก็เป็นผลจากลำพูนนั่นเอง ผมเองได้คุยกับกรมที่ดินว่า มาตรา 6 ที่ 48 ปีไม่ได้ผลเลย คงจะต้องเอามาปัดฝุ่นดูสักที แต่เราต้องยอมรับว่า ที่ไม่ได้ผล กรมที่ดินก็มีเจ้าหน้าที่จำกัด จะไปตรวจสอบที่ดินทุกแปลงตลอดเวลาได้อย่างไร และที่ดินส่วนใหญ่ก็ยังออกโฉนดไม่ครบถ้วน เวลาขึ้นศาลมันเป็นข้อเท็จจริง จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เขาทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ หรือปล่อยทิ้งไว้รกร้างว่างเปล่า ทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์คือ ไม่มีเจตนายึดถือเพื่อตน ปล่อยทิ้งไว้รกร้างว่างเปล่าก็คือว่า ยังอยากเป็นเจ้าของอยู่แต่ว่าขี้เกียจทำอะไรอย่างนี้ ต้องไปพิสูจน์ที่ศาล ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก แต่เราก็พยายาม โดยเมื่อ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา ทางกรมที่ดินส่งหนังสือเวียนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ขอความร่วมมือไปยังองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ก็คือ อบต. ต่างๆ ที่เขามีหน้าที่เก็บภาษีท้องที่ของที่ดินให้ความร่วมมือในเรื่องเหล่านี้ เรียกว่าให้รองอธิบดีท่านไปรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง จุดนี้เป็นเรื่องมาตรา 6 ซึ่งเป็นมาตรการเสริม

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องกฎหมายภาษีที่ดิน เป็นร่างกฎหมายหรือร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านครม.ไปแล้ว อยู่ในระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และถ้าเสร็จเมื่อไหร่ก็จะเสนอสภาฯ กฎหมายนี้มีหลักการอย่างเดียวว่า ใครที่มีที่ดินที่ปล่อยรกร้างว่างเปล่าโดยไม่มีการทำประโยชน์ต้องเสียภาษีที่ดินที่สูงกว่าที่ดินที่เอามาทำประโยชน์ เสียกว่าปีละหนึ่งเท่าตัว ถ้าเกินสามปีแล้ว ก็เอาสามปีอีกเท่าหนึ่งของที่ผ่านมา กฎหมายนี้ก็ตรงกับที่ สกน. เรียกร้องผมมาว่าอยากมีกฎหมายอัตราภาษีก้าวหน้า ผมตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีตัวแทน สกน. เท่าๆ กับภาครัฐ เอาร่างกฎหมายของกระทรวงการคลังฉบับนี้ไปดู เพราะว่ามันมีหลักการเดียวกัน หากมีอะไรเพิ่มเติมให้รีบเสนอมา ผมจะเอาไปรายงานครม. ตรงนี้ จะเป็นการแก้ที่ถูกจุด ที่จะแก้ปัญหาที่ดินที่กระจุกตัว เสียภาษีอีกหนึ่งเท่าตัวทุกปี

กฎหมายเรื่องปรับปรุงหน่วยปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ก็เช่นกัน เราต้องการให้เกษตรกรรายย่อยได้ถือครองที่ดินที่เป็นธรรม เรื่องนี้เป็นเรื่องกระทรวงเกษตรที่เรียกว่า สปก. เค้าก็มีกฎหมายร่างไว้เหมือนกัน ผมก็บอกว่าเอากฎหมายที่ สปก. ร่างอยู่ขณะนี้ ที่คุณประพัฒน์ทำอยู่ เอามาให้ตัวแทนลำพูน ทางสกน.ไปดูซะก่อน โดยตั้งกรรมการ 16 คน ตัวแทนของสกน. 8 คน ภาครัฐ 8 คนไปพิจารณากฎหมายนี้ร่วมกัน เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อ 31 ก.ค. ที่ผ่านมานี้

และสุดท้ายก็คือ มีการเรียกร้องว่าที่ดินที่เป็น NPL ทั้งหลาย ที่รัฐบาลยึดมาจาก 50 กว่าไฟแนนซ์ที่ถูกสั่งปิดไป และจากธนาคารต่างๆ 12 แห่ง ซึ่งมีมากมายเหลือเกิน คาดว่ามูลค่าทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาทนั้น อยากจะให้ สปก.ไปซื้อที่ดินที่เป็น NPL เหล่านี้ เพื่อจะให้เกษตรกรได้ทำกิน ซึ่งตรงนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นชอบแล้ว

สุดท้ายนี่เป็นเรื่องดี แต่ว่ายังไม่ได้มีการเริ่มซักที ก็คือ การตั้งธนาคารที่ดิน ซึ่งยังไม่มีใครเสนอ แต่เข้าใจว่านักวิชาการเคยพูดว่า ธนาคารที่ดินต้องเปิด อย่างเช่นในประเทศฟิลิปปินส์มีธนาคารทุกอย่าง แม้แต่มะพร้าวยังมีธนาคารมะพร้าวที่เป็น Coconut Bank เพื่อจะเอาธนาคารตรงนี้ที่จะไปจัดหาที่ดิน การซื้อที่ดินที่เป็น NPL มันต้องให้ธนาคารที่ดินไปทำได้ ซื้อที่ดินที่คนเอาไม่เอา แล้วมาจัดสรรให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกินหรือให้เขาซื้ออะไรเหล่านี้ นี่คือ 6-7 มาตรการที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้ เพื่อที่จะหาทางช่วยเกษตรกรประมาณ 1 ล้านกว่าครัวเรือน ที่ไม่มีที่ทำกินซัก 8 แสนกว่า ที่มีแล้วไม่พอทำกินก็อีกประมาณ 7 แสน รวมแล้วประมาณ 1 ล้านกว่าครัวเรือน เค้าต้องทำแนวนี้ครับ แต่เราจะไปออกกฎหมายยึดที่ดินเค้ามาไม่ได้ จะไปเวนคืนไม่ได้ เราจะไปออกกฎหมายมาตรการกระจายที่ดิน กรมที่ดินทำมาตั้งแต่ปี 2532 ไม่สำเร็จนะครับ ฉะนั้นเราต้องใช้วิธีการเหล่านี้

นายกรัฐมนตรีท่านเคยปรารภว่า ต้องมีการสังคายนาปัญหาที่ดินครั้งใหญ่ซักทีหนึ่งเพราะ ที่ดินเป็นต้นทุนทางสังคม และการใช้ที่ดินปัจจุบันไม่เป็นระบบและไม่เป็นธรรม ทั้งมีประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องเอกสารสิทธิ์เป็นจำนวนมาก กรมที่ดินเองก็รับนโยบายเรื่องนี้มา ที่จะแจกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2528 มีโครงการ 20 ปี ที่จะออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ นี่ก็ย่างเข้า 17 ปีมาแล้ว ออกไปประมาณ 12 ล้านแปลงแล้ว วันนี้เหลืออีกประมาณแค่ 7 - 8 แสนแปลงเท่านั้นเอง โครงการออกโฉนดที่เรียกว่าเดินสำรวจนี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลทำให้ฟรี ไม่เหมือนกับการมาขอออกโฉนดเอง ซึ่งอันนี้ต้องเสียเงิน และต้องเชิญเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ ไปชี้เขตอะไรเป็นเรื่องยุ่ง ชาวบ้านทำไม่ได้ ที่เหลืออยู่นี้เรากำลังทำให้เสร็จในปี 2547

ในประเด็นที่ดิน ยังมีส่วนที่อยู่ในความดูแลของรัฐ เช่น พื้นที่ป่าของกรมป่าไม้ซึ่งมีป่าอยู่ 2 ชนิดนะครับ คือ ป่าอนุรักษ์กับป่าถาวร แล้วพอประกาศไปเมื่อไหร่แล้ว ประชาชนจะไปอ้างสิทธิไม่ได้ โดยเฉพาะป่าถาวร แต่ก็มีป่าอีกประเภทที่เรียกว่า เป็นป่าที่สภาพเสื่อมโทรม หรือที่เรียกว่าป่าเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งประชาชนเข้าไปอยู่มากเหลือเกิน แล้ววันนี้ แต่ยังไม่ได้ประกาศเป็นป่าเสื่อมโทรม หากมีการถอนสภาพ กรมที่ดินก็สามารถไปออกโฉนดก็ได้ ให้ประชาชนที่อยู่ในป่าได้ แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้ถอนสภาพก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็น่าจะคิดเหมือนกัน อันนี้ต้องข้ามไปถึงกระทรวงเกษตรฯว่า น่าจะมีการพิจารณา

กรมป่าไม้มีที่เยอะเหลือเกิน ประชาชนเข้าไปก็เป็นปัญหาอยู่ เราจะพอมีวิธีเอาป่าที่มันไม่มีความเป็นป่าแล้ว เป็นป่าเสื่อมโทรม มาถอนสภาพออกมาเสีย และเมื่อถอนมาแล้วก็จะไปเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ถ้าเป็นอย่างนี้กรมที่ดินเรามีหน้าที่ไปออกเอกสารสิทธิ์ให้ประชาชน อันนี้ฝากเป็นประเด็นให้คิด



"เรื่องที่ดินลำพูนผ่านมา 6 ผู้ว่าฯ แล้วยังไม่ได้รับการแก้ไข"

พ่อหลวงธนา ยะโสภา แกนนำชาวนาลำพูน


สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีสมบัติกล่าวมานั้น ตรงกับความคิดของพวกเราชาวเกษตรกร ที่ดินที่เราเรียกร้องนี้ก็อยู่ในขอบเขตที่ท่านรัฐมนตรีพูดมา แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าการปฏิบัติในระบบของราชการ ที่ผ่านมาเราเรียกร้องให้มีการเอาที่ดินที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เอามาเพิกถอน แล้วนำมาปฏิรูปให้กับเกษตรกรชาวไร่ชาวนา การออกโฉนดที่ดินที่ล่วงแล้วมา ที่พวกเราเรียกร้อง ส่วนมากประมาณ 80% เป็นที่ดินที่ออกโดยมิชอบ เช่นว่า เป็น สค.บิน จากที่อื่นเอามาออกโฉนดบ้าง ออกในที่ความลาดชันเกิน 35 องศาบ้าง ออกทับที่สาธารณะประโยชน์ แล้วก็ออกในที่โครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ที่เค้าจะจัดให้ชาวบ้านอยู่แล้ว หรือไม่ก็ออกในเขตป่าสงวน ออกทับที่ทำกินของชาวบ้าน ส่วนที่ออกโดยถูกต้องตามกฎหมายนี่ เราก็ไม่ได้เรียกร้องว่าให้เพิกถอน ถึงเรียกร้องมันก็ทำไม่ได้ ที่เรียกร้องก็คือให้เพิกถอนในส่วนที่มันไม่มีความชอบธรรมตามกฎหมาย

อย่างที่ ต.ศรีเตี้ย ต.หนองล่อง ต.หนองป่าสวาย อ.บ้านโฮ่ง กับกิ่งอ.เวียงหนองล่อง อันนี้เป็นตัวอย่างที่ยกให้ดู ที่ดินตรงนั้นเป็นโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ 15,000 ไร่ เขาจะจัดให้กับชาวบ้าน มีมติ ครม. เมื่อปี 2508 แล้วก็คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ก็มีมติครั้งที่ 1 เมื่อปี 2509 จะจัดให้กับชาวบ้าน 1,000 ครอบครัว พอจัดไปแล้วได้ 1,000 ครอบครัว ก็เกิดปัญหา เพราะที่ 15,000 ไร่ ไม่ได้กันที่ทำกินของชาวบ้านออกไป คือเจ้าหน้าที่ก็ขีดในตารางในแผนที่ ก็เลยไปโดนที่ทำกินของชาวบ้านที่เค้ามีอยู่แล้ว พอเกิดใบจองอย่างนี้ไป ที่ ต.หนองป่าสวาย ต.ศรีเตี้ย ต.หนองล่อง สามตำบล ก็เกิดมีการร้องเรียนว่าไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่มีที่ทำกินอยู่แล้ว คือเอาที่นาที่สวนที่มีอยู่แล้วไปเข้ากับโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ ก็เกิดการร้องเรียนกัน ก็เลยมีการสั่งยกเลิกในตอนนั้น

แล้วการแก้ปัญหานั้นก็มาถึงปี 2528 ก็ยังไม่ได้รับใบจอง ในการเพิกถอนใบจองครั้งนั้น ทางราชการบอกว่า ครั้งนี้จะไม่ได้เพิกถอนสิทธิของชาวบ้าน จะจัดให้อีกรอบใหม่ บันทึกการประชุมของกรมที่ดินก็มีอยู่ ที่ดิน 15,000 ไร่นี้ จะจัดให้ชาวบ้านหมด แต่รอบแรกนี้มันไม่ได้กันเขตทำกินออก จึงจำเป็นต้องเพิกถอนใบจองทั้งหมดก่อน พออยู่มาหลังจากเพิกถอนใบจองแล้ว แล้วก็มีการบันทึกว่าจะจัดให้ชาวบ้าน ทำไปทำมา ปี 2533 บริเวณเหล่านี้ มีการออกโฉนดไป ประกาศเดินสำรวจ ชาวบ้านก็ไม่รู้ พื้นที่ 15,000 ไร่ มีหมู่บ้านล้อมรอบ 10 กว่าหมู่บ้าน 3 ตำบล ชาวบ้านไม่รู้ ที่รู้คือกำนัน กำนัน 3 ตำบลนี้ ตอนหลังก็ถูกไล่ออกทั้ง 3 คน เพราะเอาที่ดินเหล่านี้ไปออกโฉนดให้กับนายทุน ชาวบ้านเห็นว่านี่มันไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของชาวบ้าน เราก็ใช้วิธีหย่อนบัตรลงคะแนนเหมือนกับผู้แทน เบอร์ 1 ให้อยู่ เบอร์ 2 ให้ออก ก็ออกทั้งสามตำบล

การแก้ไขที่ผ่านมา เราร้องเรียนในส่วนของที่ดินที่ลำพูน ซึ่งผ่านไป 6 ผู้ว่าฯ แล้วยังไม่ได้รับการแก้ไข ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะถึง 10 คนหรือเปล่า ถึงจะได้รับการแก้ไข วิธีของทางราชการนี้ก็คือดึงเรื่องให้ช้า เพื่อให้ชาวบ้านอ่อนอกอ่อนใจ หลายๆ หมู่บ้านที่ร่วมเรียกร้องกันมานี้ หลายหมู่บ้านแล้วที่ท้อแท้ ก็พับไม่เดินเรื่องแล้ว เพราะแพ้กับระบบราชการ คือเค้าเก่งในการดึงเรื่องให้มันช้า

อย่างกรณีที่บ้านศรีเตี้ย คณะกรรมการชุดรัฐมนตรี ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ไปตรวจตรงนั้น บอกว่าผิด มีความลาดชันเกิน 35 องศา ผู้ว่าเค้าก็ดึงเรื่องอีก 35 องศา นี่มันไม่ใช่กฎหมายนะ มันเป็นมติ ครม. เดี๋ยวต้องถามกรมที่ดินก่อน ก็นำเรื่องเข้ามาถามเข้ามาถามกรมที่ดิน กรมที่ดินก็ยืนยันว่า มติ ครม. นี้ออกตามกฎหมายที่ดินพ.ศ. 2597 พอตอบกลับไปไม่นานท่านก็ย้ายไปอีก ก็เลยยังไม่ได้เพิกถอน มันเป็นปัญหาเรื้อรังมามาก

และในส่วนของชาวบ้านเราก็คิดว่า ที่ดินที่ออกโฉนดโดยมิชอบเหล่านี้ รัฐมีโครงการจะออกให้ชาวบ้านอยู่แล้ว และอีกอย่างหนึ่ง ที่ดินที่เค้าออกโฉนดไปแล้วนั้น 90% นายทุนเอาไปเข้าแบงก์ ไปพลิกดูข้างหลังโฉนดดูสิ มันอยู่แบงก์กรุงไทยบ้าง ทหารไทยบ้าง ทั้งนั้นเลย คือออกโฉนดวันนี้ พรุ่งนี้เอาเข้าแบงก์ได้เลย อันนี้คือโฉนดของนายทุนนะครับ แต่ถ้าเป็นโฉนดของชาวบ้าน จะสลักหลังห้ามจำหน่ายจ่ายโอนภายใน 4 ปี จุดนี้เป็นการเลือกปฏิบัติระหว่างเกษตรกรชาวนากับนายทุน จุดประสงค์ของเขาไม่ต้องการจะเอาที่ดินไปเป็นที่ทำกิน แต่ต้องการเอาไปตัดราคา ต้องการเอาที่ดินไปเป็นสินค้า สมมุติว่าลงทุนจ้างเค้าไปออกโฉนด 1 ล้านบาท 130 ไร่ อย่างกรณีของ ส.จ. คนนี้ เขาเอาโฉนดไปเข้าแบงก์ 10 ล้าน เขาก็ได้กำไรแล้ว กำไรเยอะกว่าค้ายาบ้าด้วย ลงทุน 1 ล้าน ได้อีก 10 ล้าน
นี่เป็นสาเหตุสำคัญนะครับ คือเขาออกโฉนดแต่เขาไม่เอาไปทำกิน กลับเอาไปเข้าแบงก์ ถามว่าเหตุใดเราถึงรู้ครับ เพราะมีการร้องเรียน แล้วก็ตั้งกรรมการขึ้นมา พวกผมร้องเรียนตั้งแต่รัฐบาลบรรหาร รัฐบาลชวลิต รัฐบาลชวน แล้วก็มารัฐบาลทักษิณ ก็รู้จากการร่วมตั้งกรรมการระหว่างชาวบ้านกับรัฐบาลว่า ที่ตรงนี้เค้าเอาไปเข้าแบงก์ เค้าไม่ทำกิน ก็ต้องเข้าไปทำประโยชน์ คือไหนๆ เขาก็ไม่เอาแล้ว เค้าเอาเงินแต่ไม่เอาที่

กรณีที่สองก็คือ ที่เหล่านี้เป็นที่ที่เราเคยใช้ประโยชน์ร่วมกันมาก่อน และทางรัฐบาลก็จะจัดให้กับชาวบ้านอยู่แล้ว และเป็นที่ดินที่ชาวบ้านมี สค.1 ทำกินอยู่ก่อนแล้ว มันเป็นลักษณะอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าที่เค้าสะอาดถูกต้องตามกฎหมาย แล้วเราใช้นิสัยโจรเข้าไปยึดเอา มันไม่ใช่อันที่เขาถูกต้องบริสุทธิ์ผุดผ่อง เราก็ไม่เข้าไปแตะต้อง อันนี้คือส่วนที่เราจะได้ เขาจะจัดให้เราอยู่แล้ว

แต่คนที่รู้ว่ามีประกาศเดินสำรวจนั้นอยู่ที่ไหน อยู่เขตพระโขนงบ้าง อยู่เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายบ้าง อยู่เขตยานนาวาบ้าง ไปรู้ว่าจะมีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินที่ลำพูน ที่บ้านโฮ่ง ที่ป่าซาง ที่เวียงหนองล่อง แล้วคนที่บ้านโฮ่งไม่รู้ จะรู้ก็แต่เพียงคนวงใน หรือกำนันผู้ใหญ่บ้าน

แล้วทีชาวบ้านที่บ้านผม บ้านศรีเตี้ย ไปมีที่ดินอยู่ที่บ้านหนองสุรินทร์ 1,000 ไร่ ผู้ว่าราชการ จ.ลำพูน ขอเอ่ยชื่อหน่อยนะครับ คือคุณปฐม ศิริมาลา เซ็นเพิกถอนที่ชาวบ้านซึ่งออกเป็น สน.3ก โดยบอกว่าออกในที่เขตป่าไม้ ป่าสงวนบ้านโฮ่ง ตามหลักแล้วต้องแจ้งให้เกษตรกรเจ้าของที่ดิน ทราบภายใน 3 เดือน เพื่อให้โอกาสคัดค้าน แต่หลังจากท่านเซ็นต์เพิกถอนแล้ว ท่านมีหนังสือมาหลังจากนั้นปีกว่าๆ ชาวบ้านถึงเพิ่งรู้ว่าที่ของตัวเองถูกเพิกถอน มันไม่ใช่ภายใน 30 วัน 60 วัน 90 วันอะไร ไม่มีเลย 1 ปี 3 เดือนด้วยซ้ำ ถึงจะมีหนังสือมาบอกให้เอาใบ นส.3ก คืนให้กับทางการ เพราะว่าได้สั่งเพิกถอนไปแล้ว ก็ไม่เห็นท่านถูกลงโทษอะไร ท่านก็เกษียณราชการไปโดยสวัสดิภาพ ใครว่าโดนทำโทษ

เหตุนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราต้องเข้าไป เพราะถ้าปล่อยไว้ก็จะเสียเวลาในการรอ เพราะระบบราชการเค้าดึงเรื่อง เค้าเตะถ่วงเพื่อให้ชาวบ้านเค้าพ่ายแพ้ไปเอง ไม่นานก็ต้องพ่ายแพ้ ก็อย่างที่ผมบอกว่า 6 ผู้ว่าราชการฯ มาแล้ว ก็ยังไม่สำเร็จ แต่พอจะมีความหวังบ้างก็เห็นท่านรัฐมนตรีช่วยฯ สมบัติให้สัมภาษณ์

สำหรับข้อเรียกร้องในส่วนของชาวบ้านก็คือ หนึ่ง ที่ดินที่ออกไม่ชอบตามกฎหมาย ขอให้ยกเลิกหรือเพิกถอน แล้วนำมาจัดสรรให้แก่ชาวบ้าน ข้อที่สอง ที่ดินที่ติดอยู่ในสถาบันการเงินที่เป็น NPL รัฐบาลก็ซื้อหรือไถ่ถอน แล้วเอามาจัดสรรให้ชาวบ้าน ในส่วนคนที่ถือครองที่ดินมากเกินและไม่ทำประโยชน์ ก็ให้รัฐบาลเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า เพื่อให้คนที่ถือครองที่ดินที่มากจนเกินไปนี้ สู้ภาษีไม่ได้ ต้องยอมขายที่ดินให้แก่รัฐบาล และรัฐบาลนำมาปฏิรูปให้แก่ชาวบ้าน



นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ สมาชิกวุฒิสภา

"รัฐบาลต้องยึดกุมข้อมูลของภาคประชาชนเป็นหลัก"

 

สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีช่วยสมบัติได้พูดไว้ ผมคิดว่าค่อนข้างจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ พิจารณาจากการที่ได้เข้าไปติดตามในปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะกรณีตัวอย่างที่สำคัญมากก็คือ เรื่องที่ดินลำพูน เพราะวิธีคิดที่ฝากความหวังไว้กับกลไกในระบบราชการ ซึ่งขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจ ฝ่ายที่ดิน หรือแม้กระทั่งกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอยู่ขณะนี้ เราต้องไปตรวจสอบว่ากระบวนการต่างๆ เหล่านี้ มันเน่าเฟะหรือว่ามันไม่มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่ากรณีที่ดินลำพูนเป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นชัดเจนว่าระบบกลไกต่างๆ ที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม มันได้สูญเสียไปแล้ว ไม่เช่นนั้นชาวบ้านคงไม่ลุกขึ้นมา

ประการที่สอง คือระบบทางกฎหมายที่กำลังจะออกมาบังคับใช้นั้น ในชั้น สส. หรือ สว. ก็มีสิทธิถูกล้มพับไปได้ และถ้าเราติดตามดูให้ดีจะเห็นว่า กฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปในเรื่องของการเมืองภาคประชาชน ในเรื่องของสิทธิ ในเรื่องของการจัดการทรัพยากรต่างๆ ไล่มาตั้งแต่เรื่องของป่าชุมชน ขณะนี้เรื่อง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพ การปฏิรูปสื่อ เรื่องของ พ.ร.บ. วิทยุและโทรทัศน์ อย่างเช่นเรื่องป่าชุมชน รัฐบาลยังต้องเก็บไว้ ไม่กล้าที่จะเอาขึ้นมา กรณี พ.ร.บ. หลักประกันขณะนี้กำลังจะทำให้เป็น พ.ร.บ. หลักประกันของคนยากคนจน นั่นคือการบิดเบือนประเด็นในเรื่องหลักการ และประเด็นวิทยุโทรทัศน์ก็กำลังมีการประท้วงไม่เห็นด้วยของกลุ่มมิจฉาชีพหรือกลุ่มนักธุรกิจต่างๆ

นั่นคือความยากลำบากของกระบวนการในขั้นตอนของกฎหมายที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ กฎหมายอะไรที่เป็นเรื่องของสิทธิของพี่น้องประชาชน กฎหมายอะไรเป็นเรื่องของการจัดการทรัพยากรพื้นฐาน ที่เป็นชีวิตและทุนทางสังคมของพี่น้องประชาชน ตรงนั้นทำยาก กระบวนการในการต่อต้าน กระบวนการที่จะล้มและยับยั้งในเรื่องกฎหมายนโยบายต่างๆ มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนสรุปตรงนี้ว่า ถ้าคิดไม่ดี คิดไม่ถูก โครงสร้างมรณะที่อาจารย์ประเวศพูดไว้ อาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาล ขณะนี้ชาวบ้าน ถูกทำลาย ถูกจับกุม ถูกฆ่าตาย กรณีที่ลำพูนก็ถูกฆ่าครับ คนหนึ่งรอด คนหนึ่งตาย และถูกจับกุม 20-30 คน และเตรียมที่จะจับกุมอีกเป็นร้อย เพราะฉะนั้นประเด็นต่างๆ เหล่านี้ อยากจะเรียนว่ากระบวนการในเชิงนโยบายหรือกฎหมายที่เกิดขึ้น ต้องอยู่ที่วิธีคิดและหลักการว่าเราจะเข้าไปดำเนินการและทำอย่างไรบ้าง

ผมอยากจะสรุปปัญหาสั้นๆ ว่าต้องไปดูถึงต้นตอของสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น มีอยู่ 2 ประการ

ประการที่หนึ่ง ก็คือว่า ปัญหาเรื่องการจัดการเรื่องปัญหาที่ดินโดยกรณีตัวอย่างที่ลำพูน ไม่ใช่แก้ง่ายๆ แค่นโยบายของรัฐ ไม่ใช่แก้ง่ายๆ แค่กลไกของผู้ว่าราชการ ของอำเภอ ของที่ดินที่เราจะไปแก้ไข แต่ชาวบ้านได้บอกเราว่า นั่นคือปัญหาในเชิงระบบโครงสร้าง ในการคิดการกระจายปัญหาเรื่องของที่ดินต่างๆ ซึ่งมีอยู่ 2 อย่าง ก็คือว่าใช้บทบาทกลไกรัฐ ในการละเมิดในเรื่องสิทธิชุมชนของพี่น้องประชาชน ในการกระจายสิทธิในเรื่องที่ดินที่ทำกินเหล่านั้นให้กับฝ่ายธุรกิจ ให้กับผู้ที่มีเงิน ให้กับผู้ที่มีอำนาจต่อรองในชุมชนหรือสังคมต่างๆ เหล่านั้น ด้วยวิธีการต่างๆ นานา ที่ชาวบ้านได้พูดแล้ว

ประการที่สอง เมื่อระบบต่างๆ นั้นถูกครอบงำด้วยระบบทางธุรกิจที่มันใหญ่โตมหาศาล ทำให้เกิดเป็นหนี้สิน NPL ตกอยู่ในระบบทุนนิยม นี่คือปัญหาที่ซับซ้อนเข้าไปอีก แล้วเราบอกว่าตรงนั้นมีสิทธิเอกสารถูกต้องแล้ว และเราไปล่วงละเมิดไม่ได้ ทั้งที่ตรงนั้นคือสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่ยุติธรรม ประการที่สองคือ ขณะนี้ ต้นตอที่เป็นสาเหตุของปัญหาที่ยังไม่ได้แก้ แต่มาตัดตอนบอกว่าชาวบ้านบุกรุก บอกว่าชาวบ้านเป็นโจร และใช้มาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ โดยเลือกปฏิบัติในการที่จะจับกุมกับชาวบ้าน 10 คดี 20 คดี แล้วสร้างหลักประกันในแง่ของการที่จะต้องเสียค่าประกันคนหนึ่งประมาณ 2-3 ล้าน 20 คนเท่าไรก็คูณเข้าไป

นั่นคือมาตรการในการใช้กฎหมายในการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อชาวบ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ขณะนี้ก็คือ สถานการณ์ในเรื่องของความรุนแรงและความขัดแย้งในพื้นที่ ซึ่งอยากจะเรียนต่อท่านรัฐมนตรีก็คือ ขณะนี้ต้นเหตุของปัญหากำลังก้าวไปไกลถึงในเรื่องของความรุนแรงและความขัดแย้งในพื้นที่ ผมในฐานะกรรมาธิการการมีส่วนร่วม ได้เข้าไปดูในพื้นที่ 2 ครั้ง อยากจะสรุปว่า ในทัศนะที่มองในฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจ หรือทุกกระบวนการในจังหวัดมองชาวบ้านที่เข้ามาอย่างนี้ว่าเป็นโจร ถ้ามองอย่างนั้น ผมเรียนเลยครับว่าสิ่งซึ่งท่านรัฐมนตรีช่วยพยายามจะแก้ไขนั้น แก้ไม่ได้หรอกครับ ถ้าทัศนะในกลไกของระบบราชการ มองชาวบ้านว่าเป็นโจร และบอกว่านี่คือความชอบธรรมในการจับโจร ตรงนั้นคือสนามรบที่จะต้องต่อสู้กันครับ ระหว่างชาวบ้านที่เค้าหลังพิงฝา

สำหรับแนวทางแก้ปัญหานั้นน่าจะดำเนินการตามหลักการ 2-3 ประการกล่าวคือ

ประการที่หนึ่ง ผมคิดว่ารัฐบาลเองจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาตรงนี้ เพราะปัญหาเหล่านี้ก็คือปัญหาที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า ต้องการเข้าไปแก้ไขปัญหาความยากจนของพี่น้องประชาชน และปัญหาความยากจนตอนนี้มันไปผูกติดอยู่กับระบบโครงสร้างในการกระจายหรือการปฏิรูปที่ดิน ปัญหาในระบบโครงสร้างที่ไปกระทบกับเรื่องของความรุนแรงและความขัดแย้งในเชิงผลประโยชน์ในท้องถิ่นของกลุ่มอำนาจผลประโยชน์ และธุรกิจต่างๆ เพราะฉะนั้นนโยบายต่างๆ เหล่านี้ต้องชัดเจนในการที่ว่ารัฐบาลจะยึดกุมเหตุผลหรือข้อมูลของใครเป็นหลัก ผมตอบว่า รัฐบาลต้องยึดกุมเหตุผลหรือข้อมูลของภาคประชาชนเป็นหลัก เพราะคนเหล่านั้นคือคนที่สะท้อนความเป็นจริงในพื้นที่

ประการที่สองก็คือว่า สิ่งซึ่งจะดำเนินการต่อไปนี้ ต้องยึดโยงกับสิ่งที่เรามีอยู่ก็คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิชุมชน ต้องเอาประเด็นในเรื่องของสิทธิชุมชน ออกมาทำความเข้าใจให้แตกว่าคำว่าสิทธิชุมชนของรัฐธรรมนูญในมาตรา 46 และ 56 นั้น หมายความว่าอย่างไร เพราะการที่เราระบุไว้ว่า ชุมชนย่อมมีสิทธิในการที่เข้าไปจัดการ ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตรงนี้คือ สิ่งที่ผมคิดว่าในทางรูปธรรมของที่ดินที่เราให้อำนาจในกฎหมายรัฐธรรมนูญในการให้เปิดพื้นที่ของประชาชนในเรื่องสิทธิชุมชน ตรงจุดนี้จะต้องไม่ด้อยไปกว่าในอดีตที่ผ่านมา เราให้สิทธิของตัวบุคคล ของปัจเจกที่เข้าไปถือครอง เราให้สิทธิของรัฐในการที่จะเป็นตัวเข้าไปกำหนดกฎเกณฑ์ แล้วเราพบว่าสิทธิของปัจเจกบุคคลและสิทธิของรัฐนั้น ผิดพลาดและไม่ถูกต้อง ไม่ยุติธรรมสำหรับชาวบ้านมาตลอด เพราะฉะนั้นเรื่องของสิทธิชุมชนต้องมีการทบทวนว่า สิทธิชุมชนตรงนั้น ในกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ในตัวแม่บท ตัวรูปธรรมที่เกิดขึ้นในกฎหมายลูกหรือในกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่างๆ ที่ดิน เรื่องของน้ำ ป่าเขา ต่างๆ นั้น ควรจะมีรูปธรรมที่ชัดเจนยังไง

ประการที่สาม ก็คือเรื่องของสิ่งที่เราพูดว่านโยบายพื้นฐานของรัฐในมาตรา 76 และ 79 ในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างนี้ ในการกำหนดนโยบายต่างๆ สิ่งซึ่งชาวบ้านได้สะท้อนมาตลอดขณะนี้ ผมอยากเรียนว่าไม่ใช่เหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาพูดถึงเรื่องของปัญหาอย่างเดียว แต่ชาวบ้านพยายามจะสะท้อนปัญหาและเสนอแนวคิดในการแก้ไขปัญหาในเชิงนโยบายสาธารณะที่เกิดขึ้น ผมอยากจะเรียนว่าผมไปร่วมกับสกน. มาตั้งแต่ต้น ก่อนที่จะมีการจับกุม เค้าพยายามที่จะเสนอแนวคิดในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ที่จะนำเสนอต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาตรงนั้น ถามว่าสิ่งที่เราบอกว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายแนวคิดต่างๆ ตลอดจนการมีส่วนร่วมเข้าไปดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ตรงนี้ในทางปฏิบัติ นโยบายรัฐบาลได้นำมาในทางที่ทำให้เกิดหนทางในทางที่เป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน

เพราะฉะนั้น ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า ถ้าเราไม่สามารถดำเนินการไปตามแนวของรัฐธรรมนูญที่พูดถึงสิทธิชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย หรือรูปธรรมในการแก้ไขปัญหา แต่ยังฝากไว้กับกลไกอำนาจรัฐ กลไกของระบบราชการ ซึ่งยังมีความบิดเบนบิดเบี้ยว และมองการทำงานของประชาชนที่ผ่านมานั้นไม่ถูกต้อง มองแม้กระทั่งย้อนยุคเป็นไดโนเสาร์ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำไป ตอนที่ผมไปประชุมที่ศาลากลางครับ อยากจะดูก็ได้ แต่ผมไม่ได้เอาติดมาเท่านั้นเอง เอกสารที่ทางศาลกลางให้ระบุย้อนไปถึงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเมื่อสมัยซัก 10 กว่าปีที่แล้ว ถ้าอย่างนั้นจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร ด้วยกลไกรัฐบาลที่มีอยู่ในขณะนี้

เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าอยากจะแก้ปัญหาให้ได้ ต้องย้อนกลับเข้าไปอยู่และพบกับชาวบ้าน และพยายามแก้ไขปัญหาในพื้นฐานที่ใกล้เคียงกับแนวทางการเสนอแนะหรือแนวทางการมองปัญหาแบบชาวบ้านครับ ถึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้




วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ
สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ

"เราปล่อยให้กลไกตลาดมาจัดการกับที่ดิน ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่สินค้า"


ความจริงประชาชนทางภาคเหนือ ได้ส่งเรื่องร้องเรียนมาทางสภาที่ปรึกษาฯ และเราได้ดำเนินการมาพอสมควร จริงๆ ท่านรองประธานสภาที่ปรึกษาฯ เป็นหัวหน้าคณะทำงานที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนอันเนื่องมาจากปัญหาที่ดิน ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับว่า เราพยายามจะหาข้อมูลและพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้หลายฝ่าย ก็พบว่าปัญหาที่ดินไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย เป็นปัญหาเก่าแก่ที่เกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัย และเป็นกรณีความขัดแย้งหลักอันหนึ่ง การเดินขบวนไม่ว่าจะเป็นที่ไหน เราพบว่าเรื่องส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ดินและป่าไม้ กับอีกประเด็นที่อยากจะย้ำก็คือว่า มันรุนแรงขึ้น ปัญหามันไม่ใหม่ แต่มันกลับรุนแรงขึ้น ความรุนแรงของปัญหาในระยะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้เกิดแรงบีบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่ดินถึง 2 ทางใหญ่ๆ ด้วยกัน

ทางแรกก็คือว่า รัฐมีนโยบาย จริงๆ โดยใช้อำนาจรัฐนะครับ ถึงแม้ว่าท่านรัฐมนตรีช่วยฯ จะอ้างว่า รัฐจะไม่พยายามเข้าไปใช้อำนาจรัฐในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินส่วนบุคคล หรือเรื่องที่ดิน แต่จริงๆ แล้วมีนโยบายโดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับป่าไม้ ที่ค่อนข้างรุนแรงมากขึ้นในระยะหลัง ซึ่งทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตป่าได้รับแรงกดดันในปัญหาที่ดิน กับแรงบีบอีกด้านหนึ่ง ก็คือเรื่องของภาคเศรษฐกิจ หรือปัญหาเรื่องของการเก็งกำไรที่ดิน และภาวะของการซื้อขายที่ดิน แรงบีบเหล่านี้เองที่ทำให้ปัญหาต่างๆ มันรุนแรงมากขึ้นในระยะปัจจุบัน

ผมคิดว่าเท่าที่เราพูดคุยกับหลายฝ่าย เราได้เชิญแม้กระทั่งผู้แทนของรัฐบาลชุดที่แล้วที่รับผิดชอบแก้ปัญหา เค้าบอกว่าปัญหาในเรื่องนี้ ความขัดแย้งในเรื่องนี้ กรอบของกฎหมายในปัจจุบันแก้ไม่ได้ ประเด็นก็คือว่า ไม่รู้ว่ากฎหมายผิดหรือว่าคนผิดกฎหมาย ปัญหาต่างๆ ในหลายกรณีพบว่า เป็นเรื่องซึ่งตัวกฎหมายเองคือตัวปัญหา ตัวกฎหมายเองคือตัวที่ทำให้เกิดปัญหา โดยเข้าไปละเมิดสิทธิของประชาชน หรือในอีกหลายกรณี ดังที่หลายท่านได้พูดมาแล้วก็คือการใช้กฎหมายโดยมิชอบ ให้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือสิทธิในที่ดินของผู้ที่มีโอกาสมากกว่าคนยากคนจน

เพราะฉะนั้นเราพบว่า เรื่องร้องเรียนที่เข้ามาสู่รัฐบาล จะเป็นการร้องเรียน ถึงแม้ว่ามีมติ ครม. มีการแก้ไขปัญหา แต่การร้องเรียนก็กลับมาอีก เช่นเดียวกันกับเรื่องที่มีการประท้วงหน้าทำเนียบก็เป็นเรื่องของการตามปัญหาเดิมทั้งสิ้น คือเรื่องที่เคยมาร้องเรียนแล้ว และรัฐก็มีมติให้แก้แล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลไกของรัฐกลับไม่ทำงาน หรือกฎหมายที่มีอยู่เป็นอุปสรรคที่ทำให้แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องก็กลับมาอีก ราษฎรต้องกลับมาตาม เพราะว่าเรื่องที่มีมติ ครม. แล้วนั้น มันแก้ไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ผมอยากจะเรียนว่า ความพยายามในรัฐบาลชุดนี้ที่ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ พูด ผมคิดว่าเป็นความพยายามที่น่ายกย่องนะครับ ที่ว่าน่าจะมาดูว่ามันมีแนวทางหรือมีช่องทางโอกาสอะไรบ้างที่จะแก้ไขปัญหานี้

แต่ผมอยากจะพูดทิ้งท้ายไว้ว่า แนวความคิดในการมองเรื่องที่ดินว่าเป็นหลักทรัพย์ เรื่องที่ดินว่าเป็นสิ่งซึ่งเป็นเรื่องของกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือของรัฐเพียงสองอย่างเท่านั้นเอง แล้วก็เป็นกรรมสิทธิ์แบบเดี่ยวๆ ดุ้นๆ นะครับ พอพูดถึงเอกชน เราก็ไปตีความคำว่าสิทธิของเอกชนในแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็คือว่าเมื่อเอกชนคนนั้นได้กรรมสิทธิ์มาแล้วก็เอาไปทำอะไรก็ได้ ซึ่งในทางปฏิบัติ มันก็ไม่จริงอย่างที่ผมเรียนไปแล้ว เพราะรัฐก็ใช้เหตุผลของรัฐเอง ในการเข้าไปแทรกแซงมาโดยตลอดเหมือนกัน แต่ว่ากลุ่มที่ถูกแทรกแซงกลับเป็นกลุ่มที่ด้อยอำนาจเสียส่วนใหญ่ เช่น การขยายพื้นที่ป่า โดยการประกาศเขตป่าสงวนก็ดี อุทยานแห่งชาติก็ดี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก็ดี รัฐก็ทำซึ่งก็ใช้อำนาจรัฐนะครับ

ผมคิดว่าแม้แต่รัฐบาลปัจจุบัน ท่านนายกเพิ่งประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ บอกว่าจะต้องให้ประชาชนได้โฉนด เพื่อให้ที่ดินได้กลายเป็นหลักทรัพย์ แล้วเพื่อจะได้เป็นส่วนที่จะทำให้เป็นทุน เอาหลักทรัพย์ไปค้ำประกันเงินกู้ได้ ผมขอเรียนในความเห็นของผมนะครับ คือผมไม่เห็นด้วย เพราะผมคิดว่านี่คือตัวรากเหง้าของปัญหาปัจจุบันประการหนึ่ง ก็คือว่าการที่เราปล่อยให้กลไกตลาดมาจัดการกับที่ดิน ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่สินค้า
มีนักเศรษฐศาสตร์ชื่อ คาร์ล โพลันยี ได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ The Great Transformation ว่า ที่ดิน แรงงาน และเงินตรา ไม่ใช่สินค้าที่จะปล่อยให้กลไกตลาดเข้าไปจัดการ โดยที่รัฐหรือสังคมไม่มีส่วนเข้าเกี่ยวข้อง เค้ากล่าวไว้ว่า สิ่งที่เราเรียกว่าที่ดิน ก็คือภาพธรรมชาติอย่างหนึ่งที่โยงใยซับซ้อนของสถาบันต่างๆ ของคน ของสังคม มันทำให้ชีวิตของคนมั่นคงในถิ่นที่อยู่อาศัย มันเป็นสภาพความปลอดภัยทางด้านกายภาพของคน ของภูมิทัศน์ ของฤดูกาล ของสิ่งต่างๆ ที่ประกอบอยู่ในธรรมชาติ มันเกี่ยวพันกับสถาบันเครือญาติ เป็นเพื่อนบ้าน งานฝีมือ ความเชื่อ เป็นอะไรต่างๆ คือเค้าพยายามจะบอกว่า ที่ดินมันคือรากเหง้าของวิถีชีวิต ของมนุษย์ ของสังคม ของวัฒนธรรม มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่สิ่งประดิษฐ์ ซึ่งจริงๆ แล้วมนุษย์ประดิษฐ์ไม่ได้

ผมคิดว่าความคิดนี้ มันไปตรงกับตอนที่ผมได้เคยไปสัมภาษณ์ชาวกระเหรี่ยงที่ทุ่งใหญ่ ถามเค้าว่าที่ดินที่เค้าทำกิน ทำไมเค้าถึงยอมที่จะให้คนอื่นเข้ามาทำกินหลังจากเค้าทำเสร็จแล้ว เค้าบอกว่าที่ดินมันไม่ใช่ของเค้า มนุษย์ไม่มีสิทธิที่จะครอบครองหรือว่าเอาเป็นเจ้าของในที่ดินเหล่านั้น มนุษย์เป็นเพียงแค่ได้รับสิทธิในการเข้าไปใช้ประโยชน์ และถ้าใครไม่ใช้ประโยชน์ก็ต้องปล่อยให้คนอื่นเข้ามาใช้ประโยชน์ เพื่อให้เกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้น หลักการหรือแนวความคิดอันนี้ เป็นแนวความคิดซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าเราปล่อยให้ที่ดินเป็นเพียงแค่สินค้าซึ่งกลไกตลาดสามารถซื้อขายกัน มันก็จะเป็นอย่างที่เราเห็น

ประเด็นที่สอง
ที่ผมอยากจะพูดก็คือ ผมคิดว่าเราตกอยู่ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า มายาคติของยุคสงครามเย็น เพราะเวลาเราจะแก้ปัญหาที่ดิน เรายังพูดกันถึงเรื่องของคอมมิวนิสต์ หรือว่าเวลาเราพูดเรื่องการปฏิรูปที่ดิน เราพูดในความหมายค่อนข้างออกมาในเชิงแบบน่ากลัว ก็คือว่าเราต้องไปยึดที่ดินจากคนรวยมาให้คนจน แต่ความจริงแล้วผมคิดว่า เราน่าจะต้องปรับมายาคตินี้ออกไป ว่าในขณะนี้เนี่ย ที่ดินที่ติด NPL ซึ่งท่านรัฐมนตรีช่วยฯ ก็บอกว่าเป็นล้านล้านบาท อ.วารินทร์ ก็ศึกษาว่าที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ในปัจจุบัน ทำให้เกิดผลเสียในทางเศรษฐกิจปีหนึ่งเป็นแสนล้านบาท สิ่งต่างๆ เหล่านี้จริงๆ ไม่ใช่วาทกรรม ไม่ใช่คำพูดของคอมมิวนิสต์เลย ไม่ใช่เป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้นในบริบทของสงครามเย็นระหว่างความคิดต่างอุดมการณ์เลย แต่มันเป็นเรื่องของปัจจุบัน เป็นเรื่องของความเป็นจริงของภาวะการทางเศรษฐกิจ ที่มีอยู่ว่าเราจะปล่อยให้ภาวะการอย่างนี้มันเกิดต่อไปได้อย่างไร ในขณะที่เรายังมีคนไร้ที่ดิน ที่ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ บอกว่า 1.5 ล้านครอบครัว มีผู้ที่อยู่ในเขตอนุรักษ์ 4.6 แสนครอบครัว ซึ่งตามกฎหมายถือว่าผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นปัญหาอย่างนี้เราจะปล่อยไปได้อย่างไร

เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราต้องกลับมาคิดใหม่ ขจัดมายาคติไป หันมาดูว่า ถ้าเราจะมองผลประโยชน์โดยรวมของสังคม ของประเทศชาติ ถ้าเราจะมองว่าโลกในขณะนี้เค้าไปถึงไหน ผมคิดว่าหลักการในการแก้ไขปัญหาที่ดินของเรา ได้รับอิทธิพลจากออสเตรเลียกับธนาคารโลกเยอะ เราได้รับเงินช่วยเหลือจากออสเตรเลียกับธนาคารโลกมาประมาณ 5,000 ล้านบาท ในปี 2521 แล้วให้กรมที่ดินมาออกโฉนด ผมอยากจะเรียนว่าแม้แต่แนวความคิดที่ออสเตรเลียเอามาใช้กับประเทศไทย ในเรื่องส่งเสริมให้มีโฉนดแบบเอกชนเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในปัจจุบันออสเตรเลียเองเค้าก็มีปัญหา เป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญอันเกิดจากการต่อสู้กับชนพื้นเมือง ที่เรียกว่า Native Title เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลออสเตรเลียก็ยอมเปลี่ยนกฎหมายตัวเอง ยอมรับสิทธิดั้งเดิมของชนพื้นเมือง ยอมที่จะยกเลิกโฉนดหรือกรรมสิทธ์ของคนขาวที่เข้าไปครอบครองพื้นที่ในจำนวนมาก แล้วให้คนพื้นเมืองเข้ามาเป็น territory มาเป็นเขตใหญ่ๆ ทั้งครึ่งแคว้นหรือครึ่งพื้นที่ด้วยซ้ำไป

อันนี้เป็นตัวอย่างง่ายๆ ว่า แม้แต่ที่มาของแนวความคิดหรือความรู้อันนี้ที่เราเอามาใช้เจ้าของแนวคิดเองตอนนี้ก็เปลี่ยนแล้ว เพราะฉะนั้นอยากจะเรียนว่าในขณะนี้ แนวความคิดโดยรวมทั่วโลก แม้แต่ประเทศข้างเคียงในเขตภูมิภาค ลาว เขมร เวียดนาม ถึงแม้จะเปลี่ยนจากประเทศสังคมนิยมที่เป็นกรรมสิทธิร่วมมาเป็นการตลาด แต่ผมคิดว่ารูปแบบในการจัดการที่ดินของประเทศเหล่านี้เค้าซับซ้อนกว่าเรา เค้าไม่ได้แบ่งเป็นรัฐกับเอกชน และไม่ได้แบ่งเป็นแบบกรรมสิทธิเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

เพราะฉะนั้นผมอยากจะทิ้งท้ายไว้ก็คือว่า ผมอยากจะเห็นการปรับแนวความคิด ว่าที่ดินไม่ใช่เป็นสินค้าที่ปล่อยให้กลไกตลาดเข้ามาจัดการ ที่ดินไม่ใช่เป็นเพียงแค่หลักทรัพย์ที่จะไปค้ำประกันสถาบันการเงิน แต่ที่ดินเป็นส่วนสำคัญของความเป็นชาติ ความเป็นสังคม ความเป็นมนุษย์และวัฒนธรรมของผู้คน เพราะฉะนั้นการจัดการเรื่องที่ดิน จะต้องเป็นเรื่องซึ่งรัฐและสังคมเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดรูปแบบของสิทธิ กรรมสิทธิ์ การใช้ประโยชน์ การไม่ใช้ประโยชน์ การรักษาไว้เพื่อเหตุผลต่างๆ มากกว่าเรื่องของราคาที่ดินที่ปั่นไปตามภาวะการการตลาด และรูปแบบการดำเนินการเหล่านี้ คิดว่าถึงเวลาที่รัฐจะต้องเข้ามาทบทวน อย่างน้อยที่สุด เราพูดกันถึงเรื่องสิทธิชุมชน เราพูดกันถึงเรื่องสิทธิเชิงซ้อน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ น่าที่จะต้องเริ่มศึกษากันอย่างจริงจัง โดยที่ขจัดมายาคติของสิ่งที่บอกว่า เรากำลังจะยึดที่ดินจากคนรวยมาให้กับคนจน โดยที่พูดแบบทำให้ดูน่ากลัวอย่างที่ผ่านมาในอดีต แต่หันมาพูดกันบนพื้นฐานของความเป็นจริงในปัจจุบัน




วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์
ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันที่ดิน

"เราจะต้องให้ชุมชนวางแผนการใช้ที่ดินของชุมชน"


ผมรู้สึกดีใจมาก เพราะอย่างน้อยที่สุดจะเห็นว่าสิ่งที่ศึกษามาเหมือนกับที่ท่านรัฐมนตรีก็ได้พูดถึงทางออกโดยใช้ทางกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นไปตามที่คิดไว้ว่าน่าจะเสนอแบบนี้

อีกเรื่องหนึ่งกรณีของลำพูนนั้น ทำให้เห็นภาพพจน์ชัดเจน ซึ่งที่จริงตอนทำการศึกษากรณีของลำพูนเป็นตัวอย่าง เราพยายามเจาะปัญหาและพูดไปเรื่อยๆ เราจะได้ออกรูปลักษณะการศึกษาอย่างที่เห็น แม้จะไม่กล่าวถึงลำพูนโดยตรง แต่ส่วนมากพื้นฐานก็มาจากลำพูนเป็นจุดเริ่มต้น

ในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ เราถือว่าทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งแรงงาน มันเป็นเศรษฐทรัพย์ คือคำว่าเศรษฐศาสตร์มันผิดตั้งแต่ตอนแรกที่เค้าใช้ชื่อเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากคนแปลสมัยก่อนเค้าแปลไม่เป็น รู้สึกว่ามีตำราอยู่เล่มหนึ่ง ที่นักเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็นต้นตำราของนักเศรษฐศาสตร์ แต่งโดย Adam Smith ชื่อ Wealth the Nation คือความมั่งคั่งของชาติ แล้วนักเศรษฐศาสตร์ไทยในสมัยโน้นนะครับ ท่านก็จะแปลเป็นเศรษฐทรัพย์ เศรษฐทรัพย์ก็ชักยุ่งนะครับ เพราะเจอคำว่าเศรษฐทรัพย์เนี่ย ก็คือ อะไรที่ทำให้เป็นเศรษฐีได้ ซึ่งผิดนะครับคำว่าเศรษฐศาสตร์เนี่ย ถ้าศึกษารากทรัพย์ที่แท้จริงแล้ว ก็คือว่าจะต้องประหยัดใช้ และจัดสรรทรัพยากรทรัพยากรให้ถูกต้อง ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดในโลก

เพราะฉะนั้นในแง่ของทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งแรงงานด้วย ถือว่าเป็นเศรษฐทรัพย์ เศรษฐทรัพย์ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับคน ซึ่งระยะหลังเราจะขยายออกไปสู่อย่างอื่นด้วย ในรูปของชีวภาพทั้งหมด ก็จะต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน นั้นคือรากศัพท์ เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ควรจะเชื่อมโยงถึงเรื่องสิทธิชุมชน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับที่ดิน เพราะที่ดิน ถ้าทิ้งไว้ไม่ใช้ประโยชน์เลย ผู้ที่เสียคือสมาชิกในสังคมนั้นๆ ที่เสียประโยชน์ ถ้าหากใช้ผิดประเภทหรือใช้ผิดวัตถุประสงค์ของผู้คนในชุมชนนั้น ก็เท่ากับว่าเป็นลักษณะที่ทำให้เกิดอาชญากรรมในทางเศรษฐกิจต่อพื้นที่นั้น เพราะฉะนั้นสิทธิชุมชนในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ คงจะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เดิมทีสิทธิชุมชนถ้าเรามองในแง่ประวัติศาสตร์ จะเห็นว่าสังคมที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งตั้งแต่สังคมศักดินา ก็คือใช้สิทธิชุมชนนั่นเอง รัฐเกิดขึ้นก็เนื่องจากต้องป้องกันสิทธิชุมชน ทะเลาะกันเองไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยต้องเกิดรัฐขึ้นมา เมื่อตีความให้ดีจริงๆ เนี่ย เมื่อรัฐขึ้นมาแต่ไม่สามารถทำให้สิทธิชุมชนมีประสิทธิภาพขึ้น รัฐนั้นก็ไม่ควรจะอยู่ โดยคำนิยามนะครับ

เพราะฉะนั้นในเรื่องสิทธิชุมชน ถ้าเราจะทำกันจริงๆ จะต้องทำให้มันเป็นรูปธรรม และที่เห็นชัดเจนก็คือป่าชุมชน เพราะป่าชุมชนเป็นลักษณะที่มีรูปธรรมค่อนข้างชัดเจน ถ้าหากเป็นเรื่องที่ดิน เราก็ต้องทำให้เป็นรูปธรรรมที่ชัดเจนขึ้น ดังนั้นถ้าหากว่าชุมชนไม่ได้จำกัดโดยขอบเขตของพื้นที่ ชุมชนถ้าอยู่ตามชายแดนมิได้หมายความว่า ชุมชนนั้นคือคนไทยทีเดียว อาจจะอยู่ในเขมร พม่า และลาว อย่างนี้ด้วย ถือเป็นหนึ่งชุมชน ถ้ามองได้อย่างนี้ เราจะได้เข้าใจเรื่องสิทธิชุมชนได้ดียิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นชุมชนกับความรักแผ่นดินที่เป็นลักษณะประเทศ มันเป็นคนละเรื่องกัน

ในเรื่องที่ดินเท่าที่ศึกษามา ผมคิดว่าในเรื่องสิทธิชุมชนเนี่ย ถ้าคิดที่จะผลักดันให้เห็นชัดเจนก็คือว่า ถ้าชุมชนที่กำหนดในแต่ละชุมชน อบต. อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ประชาชนที่มีอยู่ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เพราะชุมชนประกอบด้วยผู้นำโดยธรรมชาติของมันแล้วก็ในทางบริหารด้วย เป็นหนึ่งชุมชน ชุมชนจะจัดการสิทธิในที่ดินอย่างไร ก็จะต้องมีการตกลงว่าจะทำยังไงกับที่ดินที่มีอยู่ การตกลงที่ดินที่มีอยู่ได้ ชุมชนจะต้องมีหน้าที่ ไม่ใช่มีแต่สิทธิอย่างเดียว เหมือนเอกชนก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นชุมชนก็จะต้องมีหน้าที่ที่จะพัฒนาทรัพยากรที่ดินให้เกิดประโยชน์ต่อสมาชิกของชุมชน แล้วก็ผู้ร่วมชุมชนด้วยกัน เพราะชุมชนจะอยู่เดี่ยวๆ ไม่ได้ ฉะนั้นมันจึงต้องสัมพันธ์กับชุมชนอื่น ในลักษณะรูปองค์รวมทั้งหมดต้องสัมพันธ์กัน

ทีนี้เมื่อมีหน้าที่ที่จะทำให้ที่ดินได้ใช้ประโยชน์ให้เป็นประโยชน์สุขแก่คนทั่วไปนั้น จะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือว่า เราจะต้องให้ชุมชนวางแผนการใช้ที่ดินของชุมชน การจัดสัดส่วนของการใช้ที่ดิน ควรจะต้องเป็นไปตามหลักที่มีการศึกษาไว้ ไม่ใช่จัดอย่างสุมสี่สุ่มห้า ต้องจัดให้มันถูกต้อง เนื่องจากที่ดินมันติดต่อกัน แต่การติดต่อของชุมชนกับที่ดินก็อาจจะแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นในบางครั้งชุมชนที่มีหน้าที่ต้องรักษาที่ดิน ก็จะต้องประสานกันระหว่างชุมชนด้วยกันด้วย เพราะฉะนั้นจะกำหนดเป็นเขตไหนเป็นเขตเกษตรกรรม เขตไหนเป็นเขตป่าชุมชน เขตไหนเป็นเขต เขตไหนเป็นเขตสันทนาการอะไรต่างๆ เขตไหนเป็นเขตอุตสาหกรรมอะไรอย่างนี้ เป็นต้น โดยเป็นที่ตกลงกันในชุมชนหรือชุมชนที่เกี่ยวข้อง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การใช้ประโยชน์ที่ดิน ณ ช่วงนั้นๆ ก็จะแน่ชัด เมื่อมีระบบการวางแผนการใช้ที่ดินอย่างนี้แล้ว ชุมชนเองก็จะสามารถดูแลรักษา ว่าเป็นไปตามการใช้ประโยชน์ที่ดินนั้นหรือไม่ บางส่วนก็อาจใช้กฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่ บางส่วนก็อาจใช้ข้อตกลงของชุมชน วิธีนี้ก็จะต้องพัฒนาขึ้นมาให้ได้นะครับ

ในการใช้ ก็คือสมมุติว่าทุกคนมีที่ดินในที่ชุมชน ทุกคนก็จะต้องจดทะเบียนกับหน่วยงานของชุมชนว่าปีนี้จะทำอะไรบ้าง ปีนี้จะปลูกอะไร จะปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด หรือทำมันสำปะหลัง หรืออ้อย ก็ต้องให้ชัดเจน แล้วก็ต้องมีแผนระยะยาวว่า ทำไปแล้วเนี่ย จะทำกี่ปี สำหรับพวกนี้เราไม่สามารถจะตรวจได้ว่าที่ดินนั้นใช้ประโยชน์หรือเปล่า

ในการศึกษาเรามีปัญหาอยู่อันหนึ่งว่า เราจะวัดกันยังไง ว่าที่ดินถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ผมคิดว่าสิ่งที่เราควรจะกำหนดก็คือ ชุมชนจะต้องตกลงกันว่า จำนวนแรงงานที่ลงไปสู่พื้นที่นั้นๆ สมมุติว่าต่อ 1 ไร่ ควรจะเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ทุนหมุนเวียนที่เข้าไปแปลงที่ดินเพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์ จะต้องใช้จำนวนเท่าไหร่ เพราะว่าที่ดินอยู่เฉยๆ ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร นอกจากว่ารักษาสภาพแวดล้อมดี อะไรต่างๆ ดี แต่การใช้ที่ดินเพื่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจขึ้นมาได้ ก็จำเป็นมีแรงงาน อย่างที่เราว่า แรงงานสร้างสรรค์โลก ส่วนทุนที่หมุนเวียนก็คือ แรงงานสร้างขึ้นมา ถ้าเรากำหนดอัตรานี้ต่อไร่ เราก็จะรู้ว่าการใช้ประโยชน์มันกี่เปอร์เซ็นต์กันแน่ จุดนี้ก็เป็นทางออกอย่างหนึ่ง เมื่อมีการจดทะเบียนว่าใช้ที่ดิน เราก็สามารถให้ชุมชนเข้าไปตรวจสอบได้ว่าใช้ยังไง วิธีนี้ผมคิดว่าคงสามารถแก้ปัญหา ถ้าสมมุติว่ารื้อตั้งแต่ตอนแรก รื้อให้หมด ก็จะแก้ปัญหาที่ดินไว้ใช้ประโยชน์ได้พอสมควร

อีกประการ ผมอยากเอาข้อเท็จจริงจากการศึกษามาเล่าให้ฟัง ก็คือว่าเรามักจะเข้าใจว่าที่ดินผืนใหญ่เนี่ย กระจุกตัวไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ แต่พอเข้าไปดูเข้าจริงๆ นะครับ ที่ดินของประเทศไทยเนี่ย ที่มีเอกสารสิทธิ์นี่นะครับ 85% ครับ ที่ต่ำกว่า 5 ไร่ ปรากฏว่าผู้ที่ทำให้ที่ดินไม่ได้ใช้ประโยชน์ กลับกลายเป็นชนชั้นกลาง ผมว่าหลายคนในที่นี้อาจจะซื้อที่ทิ้งไว้เฉยๆ เพื่อเก็งกำไร พวกนี้จะเป็นพวกที่มีปัญหามากนะครับ

ผมคิดว่าการเก็บภาษีที่ดิน สมมุติเก็บภาษีที่ดินก้าวหน้า ในบางส่วนความก้าวหน้าของภาษีที่ดินอย่างที่เสนอ ที่ท่านรัฐมนตรีพูดถึงเรื่อง กฎหมายที่ส่งไปศึกษา ซึ่งผ่านมติ ครม.ไปวันที่ 6 กันยายน 2541 ก็คือ การคิดอัตราก้าวหน้า โดยก้าวหน้าไปตามมูลค่าของที่ดิน คือของแพงเก็บมาก ของถูกเก็บน้อย แต่ผมคิดว่าวิธีนี้อาจจะไม่ได้ช่วยการใช้ประโยชน์ที่ดินเท่าไหร่นัก เราควรจะเก็บก้าวหน้าทั้งสองส่วนผสมกันนะครับ ให้ผสมในเรื่องเกี่ยวกับอัตราก้าวหน้าตามขนาดของที่ดินที่คนถือครองอยู่ อัตราก้าวหน้าทั้งหมดที่คิด ผมก็อาศัยข้อศึกษาเก่าที่ว่า น่าจะอยู่ใน 1-2% ผมก็ใช้หลักนี้นะครับ ผมก็ใช้หลักนี้ลองคำนวณที่ดินจริงๆ จากที่ต่างๆ แล้วก็ลองจัดระบบ วิธีคิดที่ได้ วิธีการก็คืออย่างนี้ เราจะต้องมีทะเบียนที่ดิน ก็คือเหมือนกับสำมะโนครัว ทุกคนก็มีสำมะโนครัวอยู่แผ่นหนึ่ง ใครมีที่ดินที่ไหนก็จดไว้ในทะเบียนที่ดินนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิชุมชนที่เมื่อกี้พูดถึง คือจะต้องมีว่าที่ดินผืนนี้ใช้ประโยชน์อะไรบ้าง เมื่อเป็นลักษณะอย่างนี้แล้ว เราก็สามารถคำนวณภาษีออกมาได้ ว่าอัตราก้าวหน้าควรจะเป็นอย่างไร มันจะต้องมีตัวควบคุมอยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งสมัยนี้ทำง่ายมาก เช่นกรณีของแบงก์ จะทวงเงินก็ทำได้ง่ายมาก เพราะฉะนั้นวิธีทำคงไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเนี่ย สิ่งที่สำคัญก็คือว่า ที่ดินของรัฐเอง ก็จะต้องเก็บภาษีด้วยนะครับ ทำไมต้องเก็บภาษี ก็เพราะหน่วยงานของรัฐบริหารที่ดินไม่ค่อยเป็น ทิ้งๆ ขว้างๆ เพราะฉะนั้นทุกครั้งพอจะเสนองบประมาณแผ่นดินเข้าไปที่สภา บอกว่าจะขอเงินเสียภาษีที่ดินหน่อยซิ สภาจะได้ตรวจสอบได้ว่า นี่เธอไม่รักษาที่ดินของเธอได้ยังไง ป่าถูกรุกล้ำอะไรอย่างนี้นะ ที่ทหารถูกรุกล้ำ หรือที่รถไฟอะไรอย่างนี้นะครับ ก็จะได้หาเหตุผลให้ได้ว่า จริงๆ แล้วเนี่ย ที่ดินของรัฐพวกนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องสงวนไว้มากมายขนาดนั้น พวกนี้ก็น่าจะเอาออกมาให้ผู้ที่ไม่มีที่ดินใช้ได้ นี่คือวิธีหนึ่ง การเก็บภาษีที่ดินก็ต้องเก็บ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารจัดการที่ดิน

ทีนี้ย้อนกลับไปพูดถึงว่า ถ้าหากนายทุนรุกล้ำที่ดินที่ลำพูน บอกว่าจะมาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมที่นั่น ชุมชนในลำพูนที่ว่านั้น ก็บอกว่าตั้งได้ แต่ที่ที่มีระบบการเกษตรอยู่ แล้วไปตั้งที่การเกษตร ก็จะต้องจ่ายเงินเป็นพิเศษ นอกจากจ่ายเงินเป็นพิเศษแล้ว ก็จะต้องเป็นไปตามระบบการที่จะต้องมีโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้น เราก็ตรวจสอบได้ วิธีนี้เราก็จะควบคุมได้ ซึ่งระบบนี้ ในต่างประเทศก็ใช้อยู่ อย่างที่แถวรังสิต ที่ซึ่งเดิมเป็นที่ชลประทานอย่างดีของประเทศไทย แต่ตอนหลังไปใช้อย่างอื่น เพราะฉะนั้นคนที่จะใช้ที่ของรังสิต ถ้าตามแนวคิดนี้ ก็ต้องเสียเงินเพิ่มเติมแก่รัฐ เพราะว่ารัฐได้ลงทุนในเรื่องโครงสร้างชลประทานลงไปแล้ว ดังนั้นจะต้องให้เก็บเพิ่มเติมขึ้น นอกจากที่ที่กำหนดไว้แล้วว่าน่าจะทำอุตสาหกรรม การใช้ที่ต่างๆ เนี่ย คนที่ควบคุมใกล้ชิดที่สุดก็คือชุมชน ถ้าหากว่าแนวเราออกมาได้ชัดเจนอย่างนี้ ผมคิดว่าปัญหาที่ดินก็จะลดน้อยลงไปได้


"ที่ดินที่ชุมชนได้คืนมาจะไม่ให้มีการขายเลย"



สุแก้ว ฟุงฟู ตัวแทนชาวนาจ.ลำพูน

 

ผมเป็นตัวแทนจากพี่น้องที่โดนคดีเยอะๆ ไม่ใช่คดีไปยึดที่ดินเขานะครับ แต่เป็นคดีเข้าไปทำประโยชน์ในที่รกร้างว่างเปล่า แล้วก็ที่ออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย อย่างที่ชัดเจนที่สุด ก็ที่พ่อหลวงธนาพูดถึงว่า เอกสารสิทธิ์ส่วนใหญ่ที่มันผิด ที่พี่น้องชาวบ้านที่ได้เป็นคณะกรรมการหรืออนุกรรมการที่ได้ตรวจสอบ ก็ขอให้เพิกถอน เพราะว่ามีหลายพื้นที่ อย่าง สค. บิน ท่านก็บอกว่า เอ๊ะ! มันบินมาได้ยังไง นึกว่าเป็นสัตว์แปลกประหลาด ไม่ใช่นะครับ แต่ว่าคนทำให้มันเป็นสัตว์ที่แปลกประหลาด คือบินไปได้เรื่อยๆ ที่ไหนว่างๆ ก็เอาไปลงที่นั่น

กรณีนี้ถ้าตรงไหนไม่ถูกต้อง ก็ให้เพิกถอน ที่เป็นที่สาธารณะ ลำห้วย ที่ฝ่ายรัฐบาลเขาดูแลอยู่ เรื่องนี้ตรวจสอบง่าย มีแผนที่รูปถ่ายทางอากาศอยู่ ก็ให้เพิกถอนได้ไม่มีปัญหา เพราะกฎหมายที่ดินมาตรา 6 ระบุไว้ว่า ถ้าที่ดินรกร้างวางเปล่าเกิน 5 ปี ก็ถือว่าสละสิทธิ

คำถามที่ว่า ถ้าสามารถแก้ไขปัญหาได้ โดยเอาที่ดินคืนให้ชุมชนดูแลแล้ว ชาวบ้านจะขายอีกนั้น ผมไม่รู้ว่าจะเอาไปขายได้ยังไง เพราะที่ดินได้คนละ 1 ไร่ 2 งาน อย่างกรณีชุมชนของผม ก็เข้าไปจัดที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาแบ่งกันคนละ 1 ไร่ 2 งาน จะออกเป็นโฉนดชุมชน โฉนดชุมชนนี่คือ พื้นที่ 200 ไร่ จะวัดออกมาเป็นโฉนดเล่มเดียวเล่มเดียวแผ่นเดียวเลย แล้วก็มีชื่อของพ่อแม่พี่น้องเข้าไปอยู่ข้างใน แล้วก็มีเป็นแปลงๆ อยู่ข้างใน และบอกว่าที่ดินที่ชุมชนได้คืนมาจะไม่ให้มีการขายเลย เพราะว่าก็ไม่รู้ว่าเราจะไปอยู่ตรงไหน มันไม่มีที่อยู่จริงๆ ที่บ้านผม ขึ้นเขาก็ขึ้นไปไม่ได้ ไม่รู้จะเอาน้ำที่ไหนมากิน มีอยู่ที่ผืนสุดท้ายแล้วหล่ะครับที่ตรงนี้

เดี๋ยวนี้พี่น้องผมคิดว่า น่าจะมีเงินกองทุนซักก้อนหนึ่ง เพื่อจะเอามาทำเป็นธนาคารที่ดิน เพื่อจะได้ดูแลรักษาที่ดินตรงนี้ไว้ ไม่ให้หลุดจากพี่น้องเกษตรกร บางทีเราก็คุยกันว่า มันเป็นยังไงที่จะให้ที่ดินไม่หลุดจากมือ สมมุติว่าที่เราพูดคุยกับคณะกรรมการ บอกว่าพี่น้องบางทีเขาไม่มีญาติ มีกันแค่สองคน ไม่ต้องการจะดูแลรักษาที่ดินผืนนี้แล้ว เพราะไม่มีญาติพี่น้อง ก็คิดว่าจะเอาที่ดินส่วนนี้ขายให้กองทุนในธนาคารที่ดินที่หมู่บ้านจะจัดตั้งขึ้นมา และเอาเงินส่วนนี้ไปให้คนที่ไม่ประสงค์จะดูแลที่ดินของตัวเองไว้ แล้วก็ให้คนอื่นมาเช่าต่ออีกทีหนึ่ง เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชน และไม่อยากให้ที่ดินนั้นหลุดไปอยู่ในมือคนอื่นอีกครับ


"กรณีลำพูนต้องใช้นโยบายการเมือง นิรโทษกรรมให้หมด"

 


สังศิต พิริยะรังสรรค์
รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ผมคิดว่ากรณีของลำพูน เป็นกรณีที่น่าสนใจมากทีเดียว เพราะตั้งแต่ผมเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์เมื่อ 30 ปีก่อน ก็เห็นความไม่สงบในภาคเกษตรมาตลอด และคิดว่าไม่มีรัฐบาลไหนที่ไม่เคยเจอปัญหาความไม่สงบในภาคการเกษตร รัฐบาลที่แล้วก็เจอ รัฐบาลที่แล้วก็เจอ รัฐบาลหน้าก็จะเจออีก ถ้าหากเรายังใช้วิธีการจัดการปัญหาแบบเดิมอยู่อีก

สำหรับ ปัญหาที่เกิดขึ้น อยากจะทดลองเสนอว่า ปัญหาภาคการเกษตรมีเยอะแยะ อย่างที่เราได้ทราบกัน มีทั้งปัญหาเรื่องปัจจัยการผลิตไม่พอ ปัญหาเรื่องน้ำไม่พอ จริงๆ แล้วถ้าในเชิงโครงสร้างใหญ่ๆ สองเรื่องที่เราต้องทำ ก็คือเรื่องการปฏิรูปที่ดิน กับเรื่องการจัดการหาแหล่งน้ำใหม่ทั้งประเทศ ผมคิดว่าถ้าทำสองเรื่องนี้พร้อมๆ กันจะแก้ปัญหาได้จำนวนหนึ่ง แต่แก้ไม่ทั้งหมด คงต้องมีเรื่องอื่นประกอบ

เฉพาะกรณีของลำพูน ผมอยากจะเสนออย่างนี้ครับว่า ถ้าให้รัฐบาลแก้ ผมคิดว่าก็จะมีการคัดค้าน จากชาวบ้าน จาก สว. จากเอ็นจีโอ แต่ถ้าให้เอ็นจีโอ สว. เดินหน้าต่อไป รัฐบาลก็คงไม่ยอม เพราะว่าเจ้าของที่ดินส่วนหนึ่งก็คงไม่ยอม ผมเสนอว่าให้เอาจังหวัดลำพูนเป็นห้องทดลอง เป็นพื้นที่ทดลองพื้นที่แรก เนื่องจากว่าเป็นจังหวัดที่มีปัญหาประทุรุนแรงขึ้นมา โดยทดลองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นให้นิรโทษกรรมให้หมด เพื่อจะทำให้ปัญหาคลี่คลายให้ได้ ผมคิดว่ากรณีลำพูนต้องใช้นโยบายการเมือง นิรโทษกรรมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น แล้วก็ใช้พลังในปัญหาทั้งหมดในจังหวัดมานั่งแก้ปัญหา ก็เอาทั้ง สส. นักวิชาการ สว. องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ครูบาอาจารย์ เอ็นจีโอ สื่อมวลชนท้องถิ่นด้วย รวมทั้งนักวิชาการคนสำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดร.วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์

ผมคิดว่าเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุด กับการที่จะต้องเข้าไปมีส่วนในการเสนอแนะ เพราะท่านอาจารย์จับเรื่องที่ดินมายาวนาน แล้วก็ทดลองดูว่าถ้าหากจะเริ่มต้นการปฏิรูปที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเก็บภาษีเพิ่ม ตามที่ อ.วารินทร์เสนอหรือบางส่วนอาจจะเป็นรูปของการให้เช่าที่ดินของรัฐ หรือบางส่วนอาจจะเป็นที่ดินแบบทรัพย์สินส่วนรวมกล่าวคือ ไม่ให้สิทธิแต่ว่าให้ใช้ได้ ผมว่าเริ่มทดลองจากพื้นที่ที่มีปัญหารุนแรงที่สุด แล้วค่อยดูว่าถ้าเราแก้ได้ เราก็ค่อยเอาอันนี้เป็นแบบจำลองนำไปขยายผลถึงจังหวัดที่มีปัญหารุนแรง ผมคิดว่ารัฐบาลก็ใช้สรรพกำลังทั้งหมดลงไปจัดการ อย่างนี้ประชาชนก็จะได้กำลังใจ ว่ารัฐบาลเอาจริง และปัญหาต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในจังหวัดอื่นๆ ที่กำลังปะทุ ก็จะหยุดหมดเพื่อรอดูรัฐบาล โดยอาศัยเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะนะครับ

ช่วงที่ลงพื้นที่ จ.ลำพูนก็ได้เข้าร่วมประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนบริหาร ทางท่านผู้ว่าฯ บอกว่า ถ้าหากว่ารัฐบาลเห็นด้วย ทางจังหวัดก็ยินดี และผมคิดว่าอันนี้ก็เป็นเรื่องของการปรองดองความคิดของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนะครับ อย่างนี้ประเทศไทยก็พอจะมีความหวังที่จะเห็นการแก้ปัญหาด้วยเหตุด้วยผล



สุนี ไชยรส กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

"ปัญหาที่ดินลำพูนเป็นผลมาจากการจัดการของรัฐ"

ในเรื่องที่ดินดิฉันคิดว่า ทุกคนเห็นด้วยกับหัวข้อที่บอกว่า ต้องเริ่มเมื่อไหร่ ก็คือเริ่มเมื่อนานมาแล้ว คราวนี้ปัญหาอยู่ที่ว่า แม้แต่เรื่องของลำพูน ควรจะถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจว่า ได้ช่วยเปิดประเด็นปัญหาให้ชัดเจนขึ้น เนื่องจากว่าความขัดแย้งระหว่างที่ดินของประชาชนกับเรื่องอื่นๆ มีมาตลอด มีม็อบ มีการจับกุม มีการเข่นฆ่ากัน หรืออะไรต่างๆ กรณีนี้เป็นเรื่องชัดเจน คราวนี้กรณีลำพูนมีลักษณะพิเศษที่อยากแลกเปลี่ยน เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านมักจะขัดแย้งกับที่ดินของรัฐ เช่น ขัดแย้งในป่า ขัดแย้งที่เขตทหาร และต่างๆ ก็มีการต่อสู้ในมิตินั้น ทีนี้กรณีลำพูนดูเหมือนสังคมไปตั้งคำถามต่อกรณีลำพูน เชียงใหม่ ว่าเหมือนกับการไปบุกรุกที่ดินของเอกชน คราวนี้มิติแรกตรงนี้ ลองฟังจากที่พวกเราพูด รวมทั้งได้ศึกษามาบ้าง เห็นได้ชัดว่าดูเหมือนไปล้ำเส้นที่ดินเอกชนในกรรมสิทธิ์เอกชนที่ท่านรัฐมนตรีฯ เป็นห่วงมาก แต่อย่างไรก็ตาม จริงๆ มันมีที่มาที่ไป ค่อนข้างชัดว่า ปัญหาที่ดินลำพูนเป็นผลมาจากการจัดการของรัฐ กรณีลำพูนจึงเปิดประเด็นของการปฏิรูปที่ดินที่น่าสนใจมาก เพราะว่าคงไม่ใช่แค่ที่ดิน NPL แต่มันเป็นเรื่องที่จะต้องจัดการทั้งหมด

ประเด็นที่สองก็คือ มันได้สะท้อนอะไรบางอย่างว่า ตอนนี้สังคมไทย อย่างน้อยที่สุด ถ้าถือรัฐธรรมนูญเป็นตัวตั้งว่า มีโอกาสที่จะพูดถึงเรื่องทั้งบุคคลและสิทธิชุมชน และแนวนโยบายของรัฐ แต่วันนี้รัฐธรรมนูญถูกเลือกใช้เป็นเรื่องๆ ดิฉันขออนุญาตพูดถึงมติ ครม. 23 เมษายน 2545 ในมติ ครม. นี่ จะใช้คำว่า ชาวบ้านใช้สิทธิเกินขอบเขต แต่อย่าให้ละเมิดสิทธิของผู้อื่น เพราะฉะนั้นตรงนี้จะนำไปสู่การอ้างรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่าการไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นนั้นจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นมติ ครม. จึงพยายามขอให้มีการดำเนินการตามกฎหมายด้วย อะไรทำนองนี้ แต่ว่าปัญหาของการเลือกใช้รัฐธรรมนูญนี้ กรณีที่ดินลำพูน มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างกับกฎหมาย รวมทั้งอื่นๆ กรรมการสิทธิฯได้มีบทเรียนมาพอสมควร เช่นเสนอสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ไม่มีกฎหมายรองรับเหมือนที่ท่านรัฐมนตรีฯ ว่า กฏหมายหลายฉบับที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ทุกคนจะบอกว่ามันเป็นเรื่องเล็ก วันนี้น่าจะต้องกลับมาตั้งคำถามว่า ถ้าถือรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดก็ต้องเอาสิทธิเหล่านี้ออกมา และต้องฝากท่านรัฐมนตรีฯว่า ไม่ต้องรอฝ่ายนิติบัญญัติ ตอนนี้เสียงข้างมาก คืออยู่ในมือของรัฐบาลแล้ว เพราะฉะนั้นกฎหมายที่จะรองรับรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ออกมาจำนวนมากมายเกี่ยวกับสิทธิชุมชนและสิทธิการมีส่วนร่วม ขอให้รัฐบาลเป็นตัวตั้ง กรรมการสิทธิฯก็ทำเรื่องไปหลายกฎหมายแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้ขยับเหมือนกัน รวมทั้งกระบวนการยุติธรรม ปัญหาตำรวจที่ท่านรัฐมนตรีฯ บอกว่าใช้ต่างกรรมต่างวาระ ถ้าไปย้อนดูในคดี อยากให้สังคมช่วยกันตรวจสอบด้วย ว่ากระบวนการของตำรวจที่จัดการตรงนั้นมีช่องโหว่อย่างไร อันนี้คงไม่ได้หมายถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงมหาดไทยจะต้องรับผิดชอบแต่กระทรวงเดียว แต่วันนี้เป็นคำถามต่อรัฐบาลที่จะเคารพรัฐธรรมนูญ และเดินไปตามที่รัฐธรรมนูญแนะนำ และทำอย่างไรกระบวนการยุติธรรมซึ่งคาบเกี่ยวกับกฎหมายหลายตัวและหลายกระทรวง จะเข้ามามีผลด้วย เพราะท่านรัฐมนตรีฯ ก็คงจะไปขอร้องตำรวจไม่หวาดไม่ไหว ดิฉันก็ขอนำเสนอสั้นๆ ว่า ขอให้เราช่วยกันที่จะบังคับใช้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อย่าเลือกใช้เป็นเรื่องๆ


 

 
แนะนำตัว แนวทางความคิด จุลสารปัจจุบัน ความเคลื่อนไหว ติดต่อเรา
แนะนำตัว แนวทางความคิด จุลสารปัจจุบัน ความเคลื่อนไหว ติดต่อเรา ความเป็นมา ภารกิจ นโยบาย ผู้ก่อตั้ง